
สมยศ สรุป พธม.รับทราบข้อกล่าวหา 59 ราย
ผช.ผบ.ตร. ยันไม่มีการเมืองแทรกแซงคดีพันธมิตร ย้ำไม่หนักใจถูกฟ้องกลับ วอนเห็นใจหากไม่ทำถูกแจ้งละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รวมยอดรับทราบข้อกล่าวหา 59 ราย
ผช.ผบ.ตร. ยันไม่มีการเมืองแทรกแซงคดีพันธมิตร ย้ำไม่หนักใจถูกฟ้องกลับ วอนเห็นใจหากไม่ทำถูกแจ้งละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รวมยอดรับทราบข้อกล่าวหา 59 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้พนักงานสอบสวนได้รับมอบตัวผู้ถูกกล่าวหาที่ได้ออกหมายเรียกไป 79 ราย แต่เดินทางมารับทราบข้อหารวม 59 ราย ขอเลื่อนการเข้าพบ 6 ราย และรับทราบข้อหาไปก่อนหน้าแล้ว 5 ราย ส่วนที่เหลือทั้งหมดยังไม่ทราบเหตุผลการไม่มาเข้าพบพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจที่จะพิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.ท.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มาเข้ามอบตัวทั้งหมดให้การปฏิเสธโดยขอให้การในชั้นศาลซึ่งเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่ในส่วนของพนักงานสอบสวนจะประชุมเพื่อสรุปคดีอีกครั้ง โดยจะขอพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมจาก บช.ภ.1 จำนวน 15 นาย บช.น.15 ราย และ บช.ก.อีก 10 ราย มาช่วยงานให้การสรุปสำนวนคดีมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แม้ว่าขณะนี้ในภาพรวมได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 90% คาดว่าจะเสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายนนี้ และนำส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องคดีต่อไป ทั้งนี้ ตนต้องขอบคุณผู้ที่มารับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมดที่ไม่สร้างปัญหาหรือกดดันพนักงานสอบสวนทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมจะฟ้องกลับพนักงานสอบสวนนั้น ผช.ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย หากจะมีการฟ้องกลับก็เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาหากคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ตนก็ยังมั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องไม่ได้เกินเลยจากขอบเขตอำนาจหน้าที่
เมื่อถามว่ามีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา นั้น พล.ต.ท.สมยศ กล่าวยืนยันว่าตั้งแต่รับสำนวนคดีนี้มาดำเนินการต่อก็ไม่มีนักการเมืองรายใดเข้ามาแทรกแซง สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ผ่านมาการดำเนินการของตนก็ทำในรูปของคณะพนักงานสอบสวนมีการประชุมร่วมกันมาโดยตลอดจึงไม่รู้สึกกดดันหรือหนักใจอะไร
“หากจะเทียบเคียงการดำเนินการของตำรวจกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) การทำคดีมีความแตกต่างกันตำรวจต้องดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ปรากฎ แต่ดีเอสไอ ทำคดีในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้งตำรวจ อัยการ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมสอบสวนด้วย มีการนำข้อกฎหมายมาพิจารณาโดยอำนาจแต่ละหน่วยงานก็ไม่เท่ากัน เช่น บางคดีเห็นว่าพยานหลักฐานอ่อน ดีเอสไอ อาจจะพิจารณาสั่งไม่ฟ้องได้ แต่ตำรวจไม่สามารถทำได้ ขอให้เห็นใจตำรวจด้วยเพราะถ้าไม่ทำก็จะถูกแจ้งข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” พล.ต.ท.สมยศ กล่าวและว่า
การพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนนั้นอาจจะดูว่ามีหลายข้อหามากอาจจะกระทบความรู้สึกว่าเป็นหนักหนาไปแต่ก็ขอให้เข้าใจว่าเราทำตามขอบเขตกฎหมาย หากส่งสำนวนคดีไปถึงอัยการแล้วในขั้นตอนนั้นอัยการอาจพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีก็ได้หากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ส่วนกรณี น.ส.ศิริลักษณ์ ผ่องโชค หรือ “จอย-ศิริลักษณ์” ดารานักแสดงชื่อดัง เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นั้น ตนได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการดังกล่าวแล้ว ว่า ทางพนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายเรียกเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย
นอกจากนี้ การโอนสำนวนคดีนี้ให้กับดีเอสไอ ดำเนินการแทนตำรวจนั้น ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องขึ้นอยู่ที่รัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร จู่ๆ จะให้ตนเป็นฝ่ายทำเรื่องเสนอไปยังผู้บังคับบัญชาเช่นนั้นไม่ได้เพราะระเบียบปฏิบัติต่างๆ ของตำรวจ เราจะสั่งให้ผู้บังคับบัญชาทำอะไรอย่างไรนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดอีกด้วย







