
แจงรัฐบาลลิเบียเจอปัญหาสภาพคล่องทำแรงงานไทยได้ค่าจ้างช้า
บริษัทจัดหางานยื่นหนังสือชี้แจงต่อกระทรวงแรงงาน กรณีแรงงานไทยในลิเบียได้ค่าจ้างล่าช้า ชี้รัฐบาลลิเบียขาดสภาพคล่องทำให้ไม่เงินจ่ายนายจ้างจนกระทบทั้งหมด
บริษัทจัดหางานยื่นหนังสือชี้แจงต่อกระทรวงแรงงาน กรณีแรงงานไทยในลิเบียได้ค่าจ้างล่าช้า ชี้รัฐบาลลิเบียขาดสภาพคล่องทำให้ไม่เงินจ่ายนายจ้างจนกระทบทั้งหมด
นายเศกสรรค์ สุวรรณสาร ผู้บริหารบริษัท จัดหางานเงินและทองพัฒนา จำกัด ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงานที่รัฐสภา ผ่านนายสุธรรม นทีทอง ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน เพื่อชี้แจงกรณี แรงงานไทยร้องเรียนบริษัท ซึ่งเป็นผู้จัดหาแรงงานให้ไปทำงานกับนายจ้าง arsel-bena wa tasheed joint venture ที่ประเทศลิเบีย ถูกกล่าวหากระทำผิดสัญญาว่าจ้าง จนกระทั่งมีการร้องเรียนว่าบริษัทไม่ปฎิบ้ติตามสัญญาจ้าง ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย
นายเศกสรรค์ ชี้แจงว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทางบริษัทได้ตรวจสอบไปทางเอกอัครราชทูต ณ กรุงติโปรลี ทราบว่า ปัญหาเกิดจากรัฐบาลลิเบียมีปัญหาด้านสภาพคล่อง ทำให้จ่ายเงินนายจ้างล่าช้า นายจ้างจึงยังไม่มีเงินมาจ่ายให้คนงาน เนื่องจากการว่าจ้างรัฐบาลลิเบียว่าจ้างโดยตรง ไม่ใช่นายจ้างเบี้ยวเงินอย่างที่กล่าวอ้าง แต่ล่าสุดแรงงานทุกคนก็ได้ รับค่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งคนงานส่วนใหญ่ยังสมัครใจทำงานต่อ
ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ทางบริษัทไม่ได้ผิดข้อตกลงในการส่งคนงานไปทำงาน เพราะคนงานทั้งหมดที่ไปทำงานกับนายจ้าง ได้ทำงานจนครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างทุกคน ไม่ใช่ถูกลอยแพ ส่วนแรงงานไทยที่เดินทางกลับมา ก็เพราะครบกำหนดสัญญาว่าจ้างแล้ว และได้รับตั๋วเครื่องบินจากนายจ้างให้เดินทางกลับตามสัญญา ส่วนค่าล่วงเวลาเนื่องจาก ช่วงเวลาของประเทศลิเบียต่างกับประเทศไทย คือไม่มีเวลากลางวัน 12 ชั่วโมง และกลางคืน 12 ชั่วโมง แต่จะเป็นช่วงกลางวัน 14 ชั่วโมงและกลางคืน 10 ชั่วโมง จึงอาจทำให้เกิดความเข้าผิดในการคิดคำนวณค่าล่วงเวลา ปัญหาดังกล่าวทางกรมการจัดหางานก็รับทราบดี
“บริษัทฯ ยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก นายสนมศักดิ์ เพชรสังหาร ผู้ร้องเรียน เพราะไม่เคยส่งบุคคลนี้ไปทำงานนับนายจ้างที่ลิเบีย และการส่งแรงงานไทยไปลิเบียของบริษัทก็ไม่ได้เป็นการส่งไปทำงานกับนายจ้างเพียงรายเดียว และบริษัทยังได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากรัฐบาลลิเบีย และบริษัทเอกชนจำนวนมาก เพื่อให้จัดหาแรงงานไทยไปทำงาน ขอยืนยันว่าบริษัทไม่เคยหลอกลวง ที่ผ่านมาบริษัทก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ และเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยตลอด อีกทั้ง หน่วยงานราชการของไทยได้เข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไทยก็ไม่มี ปัญหาแต่อย่างใด ส่วนเรื่องเรียกค่าหัวคิวกรมจัดหางานสามารถตรวจสอบได้หากผิดจริง” นายเศกสรรค์กล่าว
ขณะที่ นายสุธรรม กล่าวว่า ปัญหาการหลอกลวงแรงงานไทยรมว.แรงงานให้ความสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหลายครั้ง เพื่อให้บริษัทจัดหางานให้ความเป็น ธรรมกับการจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ โดยเรียกบริษัทจัดหางานประชุมและเชิญลงสัตยาบันร่วมกันว่า จะจัดส่งแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีนโยบายให้บริษัทนายจ้างลดค่าแรงงานที่เคยจัดเก็บ คนงานในราคาแพง อย่างน้อยหัวละ 15,000 บาท โดยได้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาเงินกู้ให้กับแรงงานไทย โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย ดังนั้น รมว.แรงงานจะดูแลเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด กระทรวงแรงงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป และหากจำเป็นต้องไปดูสถานที่ประเทศลิเบีย ก็จะเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาได้ข้อยุตื
ที่ปรึกษารมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า กรณีที่ร้องเรียนต้องแยกออกเป็น 2 กรณีคือ ถ้าผิดตามกฎหมายอาญาก็ต้องดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง และต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดหางาน แต่ถ้ามีความผิดในทางแพ่งคู่กรณีต้องฟ้องกันเอง ดังนั้นถ้าตรวจสอบแล้วพบว่า มีการกลั่นแกล้งกันโดยไม่อยู่บนข้อเท็จจริง แต่มีผลประโยชน์แอบแฝงต้องคงต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจน
นอกจากนี้ถ้าตรวจสอบพบข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจนก็จะตั้งคณะกรรมการทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งอาจเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อพิจารณาด้วยตนเอง และจะเรียนเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังปัญหาด้วย







