
ระบบรถไฟลุ่มแม่น้ำโขง กระตุ้นโครงข่ายศก.
การประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) อนุมัติแผนปฏิบัติการ เพื่อการปรับปรุงสาธารณูปโภคด้านการขนส่ง และการค้าของภูมิภาค โดยจะมีการเดินหน้าแผนสร้างระบบทางรถไฟ เชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ภายในอนุภูมิภาค
การประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) อนุมัติแผนปฏิบัติการ เพื่อการปรับปรุงสาธารณูปโภคด้านการขนส่ง และการค้าของภูมิภาค โดยจะมีการเดินหน้าแผนสร้างระบบทางรถไฟ เชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ภายในอนุภูมิภาค
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เดิมที 6 ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงไม่มีระบบทางรถไฟที่เชื่อมต่อกันและกัน ทั้งลุ่มแม่น้ำโขงสายธารกว่า 4,800 กิโลเมตร ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 300 ล้านคน จะมีก็เพียงแต่เส้นทางจากเวียดนามเชื่อมไปยังจีนเท่านั้น ซึ่งก็ยังคงไม่ครอบคลุม
ความพยายามในการผลักดันแผนดังกล่าวจึงเกิดขึ้น โดยโครงการรางรถไฟเชื่อมต่อ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2020 โดยจะเป็นเส้นทางที่ลากผ่านจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงพนมเปญของกัมพูชา โฮจิมินห์และฮานอยของเวียดนาม สุดเส้นทางที่หนานหนิงและคุนหมิงของจีน
ส่วนมากจะใช้เส้นทางที่มีอยู่เดิม หรือเส้นทางที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง สิ่งที่ต้องขยายกรุยทางใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งอนุภูมิภาคนี้ก็คงเป็นการสร้างเส้นทางรางรถไฟจากโฮจิมินห์ ไปยังพนมเปญเพิ่มเติม 1 เส้นทาง ด้วยงบประมาณราว 1,090 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.42 หมื่นล้านบาท)
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณเพิ่มเติมอีกราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.20 แสนล้านบาท) เพื่อใช้ในการยกระดับระบบทางรถไฟที่มีอยู่เดิม
เมื่อเส้นทางนี้เสร็จสิ้น คาดว่าจะช่วยรองรับสินค้ามูลค่ามหาศาลราว 23 ล้านตัน และผู้โดยสารอีกราวกว่า 3.2 ล้านคน
ภายในระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา 6 ประเทศสมาชิกจีเอ็มเอส ที่มีทั้งกัมพูชา จีน ลาว พม่า เวียดนาม และไทย เป็นสมาชิกได้สร้างความร่วมมือร่วมกันในหลายด้าน ทั้งการขนส่ง พลังงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การบริหารสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และภาคเกษตรกรรม โดยมีแรงสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เป็นหลัก เช่นเดียวกับโครงการระบบทางรถไฟในครั้งนี้ก็เช่นกัน
นับจนถึงในช่วงปี 2008 เอดีบีมีส่วนช่วยเหลือในโครงการด้านการขนส่งภายในอนุภาคแม่น้ำโขงอยู่ราว 26 โครงการ ซึ่งรายงานของทางเอดีบีระบุว่า การพัฒนาด้านการขนส่งเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนา และที่สำคัญที่สุดคือการช่วยลดช่องว่างความยากจน ซึ่งเป็นเครื่องสำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้
ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงคงได้ยิ้มกับโครงการในครั้งนี้ เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วการขนส่งย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริมการขยายตัวทางการค้า และเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งผลพวงที่ตามมาก็น่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงของภูมิภาค
ผลประโยชน์ที่กำลังจะตามมาจากการขยายความมั่นคงในภาคของสาธารณูปโภคและการขนส่งที่เป็นโครงข่าย พร้อมกับเม็ดเงินทางการค้า
ส่วนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพียงจำกัดอยู่ในกลุ่มอนุภูมิภาคเท่านั้น ก็จะขยายไปยังสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างแน่นอน
จีนเป็นประเทศที่กำลังเติบโตแรงในช่วงนี้ และยังคงมีแนวโน้มในการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านสูง
ตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ของจีน ชี้ว่าเพียงในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2553 จีนมีมูลค่าการค้ากับต่างประเทศสัดส่วนจากอาเซียนสูงถึง 1.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.06 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2552 ถึง 49.6% ด้วยกัน
ถ้าแบ่งเป็นประเทศต่างๆ แล้วมูลค่าการค้าของจีนและเวียดนามในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.53 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.81 แสนล้านบาท) ขณะที่ตัวเลขการค้าของจีนกับกัมพูชาก็ทะยานขึ้นเรื่อยในทุกๆ ปี โดยเมื่อย้อนกลับไปในช่วง 10 ปี ระหว่างปี 1998-2008 ก็เพิ่มขึ้นราว 7 เท่า จาก 138 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,340 ล้านบาท) ไปอยู่ที่ 946 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.97 หมื่นล้านบาท)
ส่วนในฝั่งของไทยเองการค้าระหว่างไทยจีน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 เพียงไตรมาสเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 1.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.61 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 64.2% ต่อปี โดยจีนส่งออกมาไทยมูลค่า 4,050 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.27 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 56.1% ขณะที่จีนนำเข้าจากไทย 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.34 แสนล้านบาท)
คาดว่าจีนเองก็เข้าใจและซึมซับถึงผลประโยชน์จากการขยายโครงข่ายภายในภูมิภาคนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงเห็นโครงการด้านการขนส่งและการเชื่อมต่อหลายโครงการผุดขึ้นในช่วงนี้
ก่อนหน้านี้ จีนก็ช่วยสนับสนุนการสร้างสะพานในลาว
ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า การสร้างระบบทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างประเทศครั้งนี้จะเป็นวิธีการที่ช่วยลดต้นทุนในการขนถ่ายและกระจายสินค้า ทั้งในลุ่มแม่น้ำโขงเอง และประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม อย่างหนึ่งที่ต้องไม่ลดละจากพื้นที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเหล่านี้ก็คือ การพัฒนาการขนส่งและโดยสารทางน้ำ เชื่อมโยงระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญของอนุภูมิภาค พร้อมๆ กับการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนภายในภูมิภาค รวมทั้งภาคเกษตรกรรมที่อาจจะกำลังถูกรุมเร้าจากการสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ







