posttoday
เร่งประสิทธิภาพภาษี

เร่งประสิทธิภาพภาษี

21 สิงหาคม 2559

รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยประกาศนโยบายชัดเจนว่าเมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีทุกประเภท ด้วยวิธีการต่างๆ นานา อาทิ การขยายฐานภาษี พร้อมปิดช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงด้วย เพื่อให้รายได้เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถนำเงินไปพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศได้

รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยประกาศนโยบายชัดเจนว่าเมื่อเข้ามาบริหารประเทศแล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีทุกประเภท ด้วยวิธีการต่างๆ นานา อาทิ การขยายฐานภาษี พร้อมปิดช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงด้วย เพื่อให้รายได้เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถนำเงินไปพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศได้

แต่ดูเหมือนว่าการเพิ่มประสิทธิภาพยังทำได้ไม่ดีนัก ยกตัวอย่างกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีจำนวน 10.9 ล้านคน แต่ผู้เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น ขณะที่ประเทศไทยมีคนอยู่ในตลาดแรงงานประมาณ 30 ล้านคน ทั้งๆ ที่รัฐบาลประกาศเอาจริงเอาจังกับการขยายฐานผู้เสียภาษี ทั้งจากผู้มีรายได้ไม่ประจำ รวมถึงผู้มีรายได้จากการทำธุรกิจผ่านช่องทางการตลาดใหม่ๆ ทางอี-คอมเมิร์ซแล้วก็ตาม แต่ก็เพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีได้เพียงเล็กน้อย

เราเห็นว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรจะเอาจริงเอาจังเสียทีกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพราะหากแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เราอาจจะไม่มีเม็ดเงินเพียงพอสำหรับการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การพัฒนาในหลายๆ ด้านอาจจะสะดุดลงได้ อาทิ การศึกษา การเพิ่มคุณภาพของคนไทย

โดยเฉพาะระยะอันใกล้ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บไม่ได้ ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถปรับเพิ่มอัตราภาษีได้ มีแต่จะลดลงตามข้อตกลงการค้าโลก รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ทำให้ประเทศต่างๆ ปรับลดอัตราภาษีลงเรื่อยๆ แม้ประเทศไทยปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงเหลืออัตรา 15% สำหรับบริษัทที่กำไร 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ส่วนบริษัทที่มีกำไรเกิน 3 ล้านบาท จ่ายอัตรา 20% แต่ล่าสุดสิงคโปร์ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 17% ทำให้หลายประเทศอยู่นิ่งไม่ได

อินโดนีเซียกำลังปรับลดให้เหลือ 17% จากปัจจุบันที่ 25% แต่ขอเวลาพิจารณาว่าจะลดลงรวดเดียวหรือจะลดเป็น 2 ช่วง คือ เหลือ 20% ก่อน แล้วค่อยปรับอีกครั้งเหลือ 17% หากไม่ปรับลดภาษีลงคาดว่าทุกบริษัทก็คงจะเลือกไปสิงคโปร์หมด

ส่วนมาตรการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาอยู่ที่ 7% ในปัจจุบัน ก็กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย. 2559 นี้ ก็คงจะต้องต่อออกไปอีก 1 ปี เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมแล้วคงไม่สามารถจัดเก็บอัตราปกติ 10% ได้

ตอนนี้เห็นข้อมูลแล้วว่าภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และมูลค่าการส่งออกที่ยังคงขยายตัวติดลบส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีหลายประเภท ทำให้ผลงานของกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ต่ำกว่าเป้าหมาย คาดแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอีกหลายปีข้างหน้า รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องคิดรูปแบบการทำงานในเชิงรุก

เราเห็นด้วยที่กระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรจัดทำแผนและจัดทำดัชนีชี้วัดผลงานการขยายฐานภาษีในแต่ละปีอย่างชัดเจน เช่น การจัดทำแผนที่ภาษี (Tax Map) เพื่อให้ทราบข้อมูลของผู้เสียภาษีแต่ละบ้าน เปรียบเสมือนธนาคารพาณิชย์ที่มีฐานข้อมูลของลูกค้า ซึ่งอาจจะต้องร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย หรือหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย คลังก็ยินดีจะทำให้ เพื่อให้การปฏิรูประบบภาษีสำเร็จ

เช่นเดียวกับกรมศุลกากร นอกจากต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีแล้ว ยังจะต้องหาทางปิดช่องโหว่ในการขอคืนภาษี มิเช่นนั้นจะอุดรูรั่วไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่ากลุ่มสินค้าเสี่ยงมีอะไรบ้าง ก็ขอให้เน้นตรวจสอบเป็นพิเศษ ทั้งสินค้าเกษตร เหล้า เหล็ก รถยนต์ ว่าสำแดงตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ เชื่อว่าจะสามารถปฏิรูปภาษีศุลกากรได้ไม่ยากนัก

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร