
ศึกงบประมาณ ฝ่ายค้าน...แค่สะกิดรัฐบาล
18-20 ส.ค. เป็นอีกครั้งที่ถนนสายการเมืองจะพุ่งเข้ามาที่รัฐสภา เพราะที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2 เป็นรายมาตราทั้งหมด 35 มาตรา และลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับในวาระที่ 3 เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนของสภาแล้วก็จะส่งให้วุฒิสภาดำเนินการต่อไป
18-20 ส.ค. เป็นอีกครั้งที่ถนนสายการเมืองจะพุ่งเข้ามาที่รัฐสภา เพราะที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2 เป็นรายมาตราทั้งหมด 35 มาตรา และลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับในวาระที่ 3 เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนของสภาแล้วก็จะส่งให้วุฒิสภาดำเนินการต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ความน่าสนใจของสภาใน 3 วันนี้ ตอนแรกมีหลายฝ่ายจับตามองกันว่า “งบประมาณจะผ่านสภาหรือไม่” “สภาจะล่มหรือไม่” อันมีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นหลังจากภายในรัฐบาลเกิดความเห็นไม่ตรงกันอย่างหนัก โดยเฉพาะท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในการชะลอโครงการรถเมล์เอ็นจีวีหลายต่อหลายครั้ง จนนำมาสู่การประชุมสภาล่มเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มมีความวิตกกังวลในหมู่รัฐบาลว่าจะมีการวางยากันหรือไม่
แต่ถึงที่สุดแล้ว ณ วันนี้ ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด เมื่อแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลสามารถประสานผลประโยชน์ลงตัวกันได้ สะท้อนได้จากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ในส่วนของการเพิ่มงบประมาณ พบว่ากระทรวงของพรรคร่วมรัฐบาลล้วนได้งบประมาณมากขึ้นเป็นทิวแถว
เอาแค่ 5 อันดับของกระทรวงได้ที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมก็ครบทั้ง 3 พรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย อันดับ 1 กระทรวงมหาดไทย โควตาพรรคภูมิใจไทย คว้าไป 8,970,802,800 บาท อันดับ 2 รัฐวิสาหกิจ 7,084,001,400 บาท อันดับ 3 กระทรวงศึกษาธิการ โควตาของพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ได้ไป 5,445,213,300 บาท อันดับ 4 กระทรวงคมนาคม โควตาพรรคภูมิใจไทย 4,795,779,900 บาท และอันดับ 5 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 1,294,898,800 บาท ซึ่งเป็นกระทรวงของพรรคชาติไทยพัฒนา
เห็นแบบนี้แล้วแทบเรียกได้ว่าผลประโยชน์ลงตัวสมดุลสมประโยชน์กันทุกฝ่ายแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่งบประมาณจะเป็นสวรรค์ล่มของรัฐบาลกลางสภา อันมีต้นเหตุมาจากเรื่องความขัดแย้งในผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว แต่ถ้าจะเกิดอุบัติเหตุกับรัฐบาลขึ้นมาก็น่าจะเป็นมาจาก “การไร้ระเบียบวินัย” ของ สส.รัฐบาลเองมากกว่า ตรงนี้แหละที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ต้องล้อมคอกให้ดีๆ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดโดยไม่จำเป็น
ที่สุดแล้วหากรัฐบาลไม่พลาดตกม้าตายด้วยตัวเองเสียก่อน งบประมาณปี 2554 คงผ่านไปได้อย่างไร้ปัญหา และพร้อมจะเป็นเครื่องมือหาคะแนนความนิยมทางการเมืองต่อไปตามระเบียบ
ถึงกระนั้น ดูเผินๆ แล้วรอบนี้งบประมาณคงผ่านสภาไม่ยากก็จริง ก็ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบมากนัก เพราะฝ่ายค้านเองมีความพยายามจะใช้เวทีสภาตลอด 3 วันนี้ ในการแปรสภาพการอภิปรายงบประมาณเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ฝ่ายค้านตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะใช้โอกาสใน 3 วันนี้ เพื่อชี้เป้าหมายให้สังคมเห็นว่ารัฐบาลมีความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรบ้าง ผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่สำคัญจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเต็มๆ ราว 30-36 ชั่วโมง
เวลามหาศาลขนาดนี้เป็นโอกาสงามของฝ่ายค้านสำหรับการชำแหละงบประมาณของรัฐบาลอย่างมันมือ ขณะเดียวกันจะเป็นจังหวะสำคัญเพื่อรักษาคะแนนความนิยมและฐานมวลชนคนเสื้อแดงเอาไว้ หลังจากที่รัฐบาลกำลังทยอยยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามพื้นที่สีแดงบางส่วน
ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกมาถล่มรัฐบาลมีด้วยกัน 2 ส่วนสำคัญ คือ “การเมือง” และ “เศรษฐกิจ” ซึ่งจะเป็นสองมุมสำคัญในการดิสเครดิตรัฐบาลของฝ่ายค้าน เพราะเชื่อว่าเป็นจุดอ่อนที่สุดของรัฐบาลในการบริหารประเทศ โดยฝ่ายค้านเตรียม สส.ไว้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณทั้งฉบับ 35 มาตรา กว่า 80 คน
ด้าน การเมือง แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าไปที่ “กระทรวงกลาโหม” จำนวน 170,501,828,300 บาท เพราะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจให้กับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อควบคุมการชุมนุมของคนเสื้อแดงจนมีการเสียชีวิตกว่า 80 คน
รวมไปถึงการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ซึ่งในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมาปรากฏว่าผู้นำเหล่าทัพยังตอบไม่ชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครนเฟส 2 เพิ่มอีกจำนวน 121 คัน และเรือเหาะเพื่อใช้ในราชการสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ตามมาด้วย “งบกลาง” จำนวน 265,763,000,000 บาท ในส่วนนี้ฝ่ายค้านจะเจาะลึกลงไปที่เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 47,600,000,000 บาท เนื่องจากได้รับการชี้แจงจากสำนักงบประมาณในเบื้องต้นว่า เงินในส่วนนี้นำมาใช้เป็นงบประมาณของ ศอฉ.ระหว่างการชุมนุมทางการเมือง
กรณีนี้ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานไหนที่เกี่ยวข้องสามารถตอบได้ว่ายอดรวมของงบประมาณที่ ศอฉ.มีการเบิกจ่ายไปนั้นจำนวนเท่าไหร่กันแน่ และนำไปใช้ในภารกิจอะไรบ้าง นอกเหนือไปจากนำไปใช้เป็นเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารของกำลังพล
ไม่เพียงเท่านี้ “งบท้องถิ่น” จะเป็นอีกวาระของฝ่ายค้าน เพราะ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยของพรรคภูมิใจไทย ได้รับงบประมาณเพิ่มเข้ามาถึง 8,142,110,500 บาท ถูกจัดสรรอยู่ในแผนงานส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครอง ซึ่งเป็นกิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แต่ประเด็นนี้ฝ่ายค้านไม่ได้ให้ความสำคัญมาก เพราะในระหว่างการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เข้าไปทำความเข้าใจและตกลงกับฝ่ายค้านแล้วว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณท้องถิ่นให้กับทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ให้กระจุกตัว ทำให้น้ำหนักของเรื่องนี้หายไปพอสมควร
ส่วน เศรษฐกิจ ในเรื่องนี้ฝ่ายค้านจะไม่ได้เจาะจงไปที่กระทรวงเศรษฐกิจใดกระทรวงหนึ่งเป็นพิเศษ แต่จะเน้นการอภิปรายภาพรวมในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ. ซึ่งฝ่ายค้านได้จองคิวอภิปรายมาตรานี้หลายคน เนื้อหาหลักจะอยู่ที่การก่อหนี้ของรัฐบาล และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ
ฝ่ายค้านมีข้อมูลมาว่า การกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เมื่อหักงบประมาณที่จะต้องไปปิดหีบ ซึ่งจะเหลือประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ปรากฏว่าในเงินจำนวนนี้มีการเบิกจ่ายเพียง 7.6% คิดเป็น 2.6 หมื่นล้านบาทโดยประมาณเท่านั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ผล
ตรงกันข้าม การกู้เงินของรัฐบาลยังทำให้ประชาชนมีหนี้ต่อหัวคนละ 7 หมื่นบาทด้วย ตรงนี้เองจะเป็นการขยายผลเพื่อโจมตีโครงการ “บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” ว่าไม่สามารถเข้าแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนได้ โดยจะเป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงของรัฐบาลเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ประเมินแล้วศึกงบประมาณคราวนี้ฝ่ายค้านได้แค่สะกิดให้รัฐบาลรำคาญเล่น เพราะไม่สามารถโค่นล้มได้ เวลานี้พรรคร่วมรัฐบาลผนึกแน่นหนา หลับตาก็เห็นแต่โครงการ งบประมาณเข้าพื้นที่ เข้ากระเป๋า ฉะนั้นเรื่องเสียงโหวตไม่ต้องลุ้น ผ่านฉลุย







