posttoday
ไม่เอาแล้ว

ไม่เอาแล้ว

18 สิงหาคม 2553

.....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

.....พิชัย นริพทะพันธุ์ 

เมื่อวันอังคารที่แล้ว ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมเสวนาเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ซึ่งเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงของสื่อรัฐที่จะเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ผู้ที่ร่วมเสวนา คือ ผู้แทนจากทีดีอาร์ไอ คุณสุวรรณา ตุลยวศินพงศ์ และ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

คุณสุวรรณาและผู้เขียนต่างก็ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการนั้น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรายได้ของรัฐมีเพียง 17% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้น โดยประเทศที่เป็นแม่แบบ เช่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย มีรายได้ของรัฐต่อรายได้ประชาชาติถึง 50% ผู้เขียนยังได้เน้นย้ำถึงความเข้าใจที่ถูกต้องว่า รัฐสวัสดิการ คือ การที่ประชาชนจ้างรัฐทำสวัสดิการให้ โดยยินยอมที่จะจ่ายภาษีเพิ่ม ไม่ใช่เป็นการที่รัฐให้ประชาชน

เมื่อถึงคราวโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยพูดเลยว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ โดยชี้แจงว่าสื่อเข้าใจผิดไปเอง ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ผู้เขียนอย่างมาก โดยถ้าหากจำกันได้ ในการแถลงผลงานหนึ่งปี นายกฯ ได้แถลงชัดเจนว่า จะเปลี่ยนแนวประชานิยมให้เป็นระบบสวัสดิการ และตลอด 78 เดือนที่ผ่านมา ได้ขายความคิดในลักษณะรัฐสวัสดิการนี้มาตลอด

ผู้เขียนเองได้เขียนติงเรื่องนี้มาไม่น้อยกว่า 5 ครั้งในสื่อต่างๆ และยังถูกรับเชิญไปออกรายการทีวีเมื่อเดือนที่แล้วกับ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ และ ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ซึ่งทุกคนก็เห็นเหมือนกับผู้เขียน โดยที่รัฐบาลเองก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธเรื่องนี้แต่อย่างไร แม้กระทั่งไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ก็ยังปรากฏข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับว่า นายกฯ แถลงว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการใน 6 ปี คือ ปี 2559 ผู้เขียนเองได้พยายามเน้นย้ำว่า นายกฯ พูดชัดเจนว่าจะดูแลตั้งแต่เกิดจนแก่ ไม่ใช่รัฐสวัสดิการหรือ นพ.บุรณัชย์ ก็ยังยืนยันว่าไม่ใช่เป็นรัฐสวัสดิการ

แม้ว่าผู้เขียนจะประหลาดใจ แต่ก็ยังดีใจที่ในที่สุดแล้ว พรรคประชาธิปัตย์และนายกฯ เองไม่ดันทุรัง แม้ว่าจะปล่อยให้สังคมเข้าใจผิด

ในรายการนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสเสนอแนวความคิดในการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ แต่ท่านโฆษกอาจจะเข้าใจผิดในบางเรื่อง จึงอยากให้ความกระจ่างดังนี้ การที่ผู้เขียนเสนอความคิดเห็นเรื่องการเพิ่มรายได้ให้รัฐโดยการปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุน โดยให้เน้นส่งเสริมเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ไม่ใช่ให้ครอบคลุมทุกอย่างเหมือนในปัจจุบัน ท่านโฆษกเข้าใจว่าผู้เขียนจะยกเลิกการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน และการที่ผู้เขียนเสนอว่าจะต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ให้คนที่มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะเสียภาษีได้เพื่อขยายฐานภาษี ท่านโฆษกกลับเข้าใจว่าผู้เขียนจะเริ่มเก็บภาษีกับชาวนาชาวไร่ที่ยากจน ซึ่งผู้เขียนจะดีใจมากหากที่สุดแล้วผู้เขียนจะมีความสามารถทำให้ชาวนาชาวไร่มีรายได้สูงเพียงพอที่จะเสียภาษีได้อย่างเช่นในประเทศที่เจริญแล้ว

นอกจากนี้ ผู้เขียนก็ต้องขอชมทีดีอาร์ไอ ที่ได้เตรียมรายละเอียดมาอย่างดี โดยคุณสุวรรณาได้บอกว่า ทีดีอาร์ไอได้ลงสำรวจประชาชนในเรื่องการทำรัฐสวัสดิการนี้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่า ไม่ได้มาฟรีๆ ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็เป็นห่วงเรื่องการรั่วไหล หรือการคอร์รัปชัน โดยประชาชนส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ่ายภาษีเพิ่ม หากเชื่อได้ว่าจะได้รับสวัสดิการเต็มเม็ดเต็มหน่วย และการขยายฐานภาษีเป็นสิ่งที่จะเป็น

ก่อนหน้านี้ทีดีอาร์ไอโดย ดร.สมชัย จิตสุชน ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ ซึ่งตรงกับที่ผู้เขียนเคยเรียกร้องมาแล้ว เพราะในปัจจุบันจากประชากร 65 ล้านคน ปรากฏว่ามีผู้เสียภาษีเพียง 9 ล้านคนเท่านั้น โดย ดร.สมชัย ได้เสนอให้ประชาชนตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทุกคน และให้กรอกแบบฟอร์มเสียภาษี แม้ว่าจะไม่มีรายได้และไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้ประชาชนเคยชินกับการกรอกแบบการเสียภาษี เรื่องดังกล่าวน่าที่จะนำมาศึกษาอย่างมาก อาจจะเป็นการเพิ่มฐานภาษีและการจัดเก็บภาษี ก็เป็นการช่วยกันตรวจสอบความร่ำรวยของแต่ละคน และมีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ โดยเราพบเห็นคนเป็นจำนวนมากร่ำรวยมาอย่างไม่รู้สาเหตุ รวมถึงนักการเมืองทั้งหลาย

ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงประเทศนี้กันแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่