
ครบ 1 ปีจีนอ่อนค่าเงินหยวน บทเรียนแพงดันปฏิรูป
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
วันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นวันครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก คือ เหตุการณ์ที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อ่อนค่าเงินหยวนของตัวเองลง ด้วยการปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนที่ผูกติดกับค่าเงินเหรียญสหรัฐไว้ถึง 1.9% ซึ่งเป็นการอ่อนค่าในรอบ 1 วันที่มากที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี ก่อนที่จะปรับลดอย่างต่อเนื่องแค่ 3 วัน รวมราว 3%
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วตลาดทุนทั่วโลก ท่ามกลางความวิตกต่อสงครามค่าเงินที่ปะทุกรุ่น หลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินอย่างเข้มข้น เพื่อกดค่าเงินและช่วยเหลือการส่งออกในประเทศ ส่งผลให้เกิดคำปรามาสไปยังจีนที่ขณะนั้นเศรษฐกิจชะลอตัวโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม แม้การอ่อนค่าเงินกลับไม่ช่วยการส่งออกจีนใดๆ แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นจีนปฏิรูปค่าเงินได้สำเร็จ
ในสัปดาห์ถัดมาหลังจากจีนลดค่าเงินครั้งใหญ่ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของตลาดหุ้นจีนปรับร่วงไป 8.5% ภายในวันเดียวเมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค. 2015 หรือเท่ากับตลาดหุ้นของจีนที่ขึ้นมาตลอดทั้งปี 2015 จนถึง “วันจันทร์ทมิฬ” หายวับไปกับตา เช่นเดียวกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงลงไป 4.6% ขณะเดียวกัน อีกซีกโลกหนึ่งดัชนีดาวโจนส์ร่วงไปมากที่สุด 1,000 จุดระหว่างซื้อขาย แตะเซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดซื้อขายชั่วคราว โดยระหว่างวันตลาดหุ้นสหรัฐหยุดซื้อขายชั่วคราวไปมากกว่า 1,200 ครั้ง
จึงไม่แปลกที่ใครๆ ต่างปรามาสจีนเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น เนื่องจากการอ่อนค่าเงินของจีนถูกมองว่าเป็นการกระทำอย่างหลังชนฝา หลังจากเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2015 โตได้แค่ 7% หรือต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้ต่างชาติพากันถอนเงินออกจากจีนขนานใหญ่ ขณะที่ทั่วโลกต่างกังวลต่อสงครามค่าเงินกันอยู่แล้ว หลังอีซีบีประกาศใช้มาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) เมื่อเดือน มี.ค. 2015 ตามหลังญี่ปุ่นที่ขยายคิวอีเพิ่มจาก 60 ล้านล้านเยน (ราว 20 ล้านล้านบาท) เป็น 80 ล้านล้านเยน (ราว 26 ล้านล้านบาท)
“ขณะนั้นโลกกำลังตระหนกอย่างแรงกับเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกินจริงไปหน่อย เพราะพวกเราเคยเห็นค่าเงินเยนและยูโรอ่อนค่าอย่างแรงในปี 2014 และผู้คนต่างออกมาตั้งทฤษฎีว่า นี่คือเหตุผลที่ทำไมการอ่อนค่าเงินของจีนถึงสำคัญนัก” เอเรียน โมวัต หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายหลักทรัพย์เอเชียและตลาดเกิดใหม่ของเจพีมอร์แกน กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าเงินหยวนของจีนกลับช่วยเหลือการส่งออกจีนไม่ได้มากนัก และนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2015 การส่งออกของจีนก็ร่วงติดต่อกันทุกเดือนจนสิ้นปีต่อเนื่องยาวมาจนปี 2016 นี้ ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจจากการเน้นการส่งออกและการผลิตไปยังการบริโภคและภาคบริการ ขณะที่จีนปฏิเสธบอกกับโลกมาโดยตลอดว่าการอ่อนค่านั้นเป็นไปตามเคลื่อนไหวตลาด และจีนจะผลักดันให้ค่าเงินหยวนมีความเสรีให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ขณะเดียวกันการที่จีนอ่อนค่าเงินหยวนในขณะนั้น กลับไปสอดคล้องกับภาวะเงินทุนไหลออกในช่วงก่อนที่ผู้คนจะคุ้นเคยกับภาวะ “นิวนอร์มอล” หรือภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจนเป็นเรื่องปกติแล้ว โดยขณะนั้นเศรษฐกิจจีนโตต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี และการส่งออกก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินไหลออกจากจีนในปี 2015 ไปทั้งหมด 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24 ล้านล้านบาท) ซึ่งนั่นเองที่เป็นปัจจัยทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ ระหว่างที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจนเกิดภาวะเงินทุนไหลออกนั้นเอง เศรษฐกิจของสหรัฐก็พร้อมแล้วที่จะค่อยๆ เลิกการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตลอดปี จนทำให้นักลงทุนต่างถอนทุนคืนจากตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงจีนด้วย แล้วหันไปลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนมากหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย โดยค่าเงินเหรียญสหรัฐคิดเป็นสัดส่วน 26.4% ของดัชนีหยวนใหม่
การ “เปิด” ให้ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวอย่าง “เสรี” ตามตลาดมากขึ้น ตามมาด้วยไอเอ็มเอฟยอมรับค่าเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินซึ่งมีสิทธิพิเศษถอนเงิน (เอสดีอาร์) หรือที่เรียกติดปากว่าตะกร้าค่าเงินของไอเอ็มเอฟ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2015 ก่อนจะตามมาด้วยการประกาศเปลี่ยนวิธีคิดค่าเงินหยวนจากการผูกติดกับเหรียญสหรัฐเพียงอย่างเดียว เป็นให้เคลื่อนไหวไปตามค่าเงิน 13 สกุล เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา หลังพยายามมาตลอด 20 ปี
การปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนในครั้งนี้ ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิเคราะห์บ้าง เช่น แพทริค เบนเนทต์ นักกลยุทธ์จากซีไอบีซี แคปปิตอล มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวไปตามการเคลื่อนไหวของสกุลเหรียญสหรัฐได้ดีกว่าก่อนการปรับเปลี่ยนเมื่อปีก่อน
ทว่าแม้นักวิเคราะห์หลายคนยังมองว่าบางทีค่าเงินหยวนก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามตลาดอย่างแท้จริงเสียทุกครั้ง แต่จีนก็ได้รับบทเรียนราคาแพงว่าการอ่อนค่าเงินหยวนไม่สามารถช่วยการส่งออกในสภาวะที่แรงซื้อโลกหดตัวลง ส่วนด้านพีบีโอซีก็ยังคงเดินหน้าผลักดันค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด พีบีโอซี เปิดเผยว่า จะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการช่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลักดันให้มีการใช้ค่าเงินหยวนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดที่เคยตื่นตระหนกกับการปรับลดค่าเงินหยวนของจีน ก็เริ่มที่จะคุ้นชินกับเหตุการณ์ดังกล่าว และลดความตระหนกลงไปบ้าง สะท้อนได้จากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จีนปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2011 หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ไม่ก่อให้เกิดความตระหนกร้ายแรงเหมือนเช่นครั้งก่อน
“ตอนนี้ผมคิดว่าพวกเรามีตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราที่เติบโตขึ้น และพวกเขาก็รับรู้ข้อเท็จจริงแล้วว่าค่าเงินหยวนก็เหมือนกับค่าเงินอื่นๆ เคลื่อนไหวขึ้นและลง ดังนั้นพวกเราไม่ควรจะตกใจมากเกินต่อผลกระทบของการเคลื่อนไหวเงินตรา” โมวัต กล่าว







