
หนุนเกิดกองทุนบังคับ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง 4 กองทุน หนึ่งในนั้นเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่มีความสำคัญกับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะการให้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราว ส่วนราชการ พนักงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีอยู่ 11.4 ล้านคน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง 4 กองทุน หนึ่งในนั้นเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่มีความสำคัญกับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะการให้จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราว ส่วนราชการ พนักงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีอยู่ 11.4 ล้านคน
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จะต้องหารือกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เบื้องต้นน่าจะเริ่มกับบริษัทขนาดใหญ่ก่อน โดยกำลังพิจารณายกเว้นให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีที่มีรายได้ 100-200 ล้านบาท เพื่อให้มีเวลาปรับตัวอีกระยะหนึ่ง
ส่วนอัตราการใส่เงินสมทบเบื้องต้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เริ่มต้นที่ฝ่ายละ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูงและไม่น้อยเกินไป หากสมทบน้อยกว่านี้ก็จะมีรายได้หลังเกษียณน้อย แต่ยังไม่สรุปว่าเป็นอัตราเท่าไร คาดว่าจะมีลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจในปัจจุบัน คาดกองทุนนี้เริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2561 เป็นต้นไป
เราต้องปรบมือดังๆ ให้กับรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีนโยบายและผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเป็นรูปเป็นร่าง หากประสบความสำเร็จจะเกิดประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศชาติในระยะยาว เมื่อผู้มีรายได้มีการออมเงินทุกเดือน จะได้ไม่เผชิญปัญหาตอนเกษียณอายุ
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า คนไทยขาดวินัยทางการเงิน ทำให้คนจำนวนมากไม่มีความสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิตเพราะไม่มีเงินเพียงพอแค่ความต้องการขั้นพื้นฐาน ไม่ต้องพูดถึงการดูแลรักษาพยาบาลรวมถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันลูกจ้างหรือผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมจะมีเงินกองทุนชราภาพ หรือเงินบำนาญไว้ใช้ในยามเกษียณได้เฉลี่ยเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งไม่พอใช้
เช่นเดียวกันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคสมัครใจในขณะนี้ แม้ผู้ประกอบการเปิดทางให้เลือกลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น แต่ภาพรวมพบว่าลงทุนหุ้นเฉลี่ยเพียง 15% เท่านั้น เงินส่วนใหญ่อยู่ในเงินฝากหรือตราสารหนี้ที่ได้รับดอกเบี้ยต่ำมาก ซึ่งคาดผลตอบแทนจะต่ำไปอีกหลายปี จากภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบในหลายประเทศ
แต่รัฐบาลหรือคนที่ทำงานจะต้องผลักดันให้กองทุนนี้เกิดขึ้นได้สำเร็จ อย่าเพิ่งท้อถอย หรือยอมแพ้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเท่าที่ควร เพราะไม่ต้องการเพิ่มต้นทุน แต่การทำธุรกิจจะต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ควรเน้นหนักเพียงการเพิ่มกำไรจนละเลยความสำคัญอนาคตของผู้ร่วมสร้างความร่ำรวยให้กับเจ้าของ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็ไม่เคยอาศัยช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงการจัดตั้งกองทุน โดยการเปลี่ยนสัญญาจ้างใหม่ จากพนักงานประจำเป็นพนักงานชั่วคราว เพราะจะไม่เกิดผลดีต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวเลย







