
อัดฉีดฐานราก
เสนอ ครม.อัดฉีดเงินลงฐานรากอีกรอบ ช่วยเหลือภาระประชาชนช่วงเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
เสนอ ครม.อัดฉีดเงินลงฐานรากอีกรอบ ช่วยเหลือภาระประชาชนช่วงเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
ธนาคารออมสินเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 2 ส.ค.นี้ รวม 2 มาตรการ มาตรการแรก ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนในชุมชนเมือง เช่น พ่อค้า แม่ค้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนสูงสุดรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ระยะเวลา 5 ปี ปีแรกไม่คิดดอกเบี้ย ปีที่ 2-4 จะคิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน
มาตรการที่ 2 การให้ความช่วยเหลือลูกค้าธนาคาร แบ่งเป็นลูกค้ารายย่อยชั้นดีที่เป็นผู้กู้อยู่แล้ว หากเข้าโครงการนี้จะได้รับการผ่อนปรนพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 3 ปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยยังจ่ายตามเดิม หากเป็นลูกค้าที่ยังมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ถ้าเข้าโครงการจะได้รับการผ่อนปรนพักชำระดอกเบี้ยครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 3 ปี ส่วนเงินต้นยังจ่ายตามเดิม
“มาตรการที่ธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกค้าทั้งสองกลุ่ม จะช่วยให้ทั้งเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยปรับลดลง โดยมาตรการนี้ธนาคารได้ปรับเวลาการพักชำระหนี้ใหม่ จากปกติที่อยู่ 2 ปี เป็น 3 ปี” นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุ
ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากที่จะเสนอให้ที่ประชุม ครม. เห็นชอบเพิ่มเติมรอบนี้คือโครงการสิไนเชื่อประชารัฐ โดยเน้นปล่อยกู้กลุ่มอาชีพอิสระ เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการจัดโปรแกรมฝึกอบรมพัฒนาอาชีพ เสริมสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้มีรายได้น้อยด้วย นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีภาระหนี้นอกระบบให้มาขอกู้เงินสถาบันการเงินไปรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบให้หมด และมาชำระหนี้กับสถาบันการเงินในระบบแทน
สำหรับภาคอุตสาหกรรมต้องปรับโครงสร้างยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยการลงทุนเทคโนโลยีใหม่อย่างระบบดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ไทยเป็นแกนกลางอาเซียนที่เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งได้ทั้งทางถนน ท่าเรือ และสนามบิน โดยจำเป็นต้องลงทุนเคเบิลใต้น้ำเองให้ในอนาคตสิงคโปร์ต้องหันมาร่วมลงทุนกับไทยแทน
“การเดินนโยบายสมดุลทั้งกับจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และอาเซียน จะทำให้สหรัฐโกรธก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นสิ่งที่ไทยจำเป็นต้องเดิน จึงเป็นที่มาที่ไทยปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เพราะคนจะเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญ อยู่ที่ว่ามีความสำคัญแค่ไหนมากกว่า” นายสมคิด กล่าว







