posttoday
โลกไม่แน่นอน ครึ่งปีหลังยังน่าห่วง

โลกไม่แน่นอน ครึ่งปีหลังยังน่าห่วง

03 กรกฎาคม 2559

เศรษฐกิจโลกปี 2559 ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังอย่างน่าหวั่นวิตกมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เศรษฐกิจโลกปี 2559 ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังอย่างน่าหวั่นวิตกมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งผ่านการลงประชามติของสหราชอาณาจักรที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิต” มาหมาดๆ ทำให้แนวโน้มการค้าและการลงทุนโลกในครึ่งปีหลังยังคาดเดาได้ยาก ซึ่งภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากข่าวร้ายๆ ตามมาอีก จนกว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นเมื่ออังกฤษได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนที่ เดวิด คาเมรอน ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตของประเทศหลังออกจากอียูต่อไป ในเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่ “การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ” ในอีก 4 เดือนข้างหน้า ก็กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงของโลกทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” กลายเป็นตัวเต็งผู้แทนพรรครีพับลิกัน ภายใต้นโยบายขวาจัดแต่ยังไม่มีอะไรชัดเจน และยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จนถึงบัดนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโลกทันทีหากทรัมป์ชนะ “ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย.นี้

จากผลสำรวจความเห็นของรอยเตอร์ส/อิปซอส โพลล์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. บ่งชี้ว่า คลินตันมีคะแนนนำทรัมป์อยู่ 9.4% โดยคลินตันก็มีคะแนนนำมาตั้งแต่กลางเดือนที่แล้วหลังเหตุกราดยิงที่ไนท์คลับชาวสีม่วงในฟลอริดา จากแนวนโยบายที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าทรัมป์ ที่ย้ำแต่การไม่รับผู้อพยพชาวมุสลิมเข้าประเทศ สอดคล้องกับผลสำรวจจำแนกตามหลักประชากรศาสตร์ของเอ็นพีอาร์ ที่คลินตันมีคะแนนนำทรัมป์

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสหรัฐเคยมีการแพ้-ชนะอย่างเฉียดฉิวครั้งประวัติศาสตร์มาแล้วในสมัย อัล กอร์ และ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในปี 2000 และแม้แต่ผลการลงประชามติของสหราชอาณาจักรที่เพิ่งผ่านมา ก็พอจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า การพลิกผันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ และในกรณีที่ทรัมป์พลิกขึ้นมาเป็นผู้ชนะ ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากเบร็กซิต เนื่องจากนโยบาย  “อเมริกามาก่อน” เป็นแนวขวาจัดที่กระทบต่อทั้งประเทศคู่ค้าและการเมืองโลก

การค้าระหว่างจีนและสหรัฐอาจเผชิญข้อติดขัดเนื่องจากทรัมป์มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า หรือลงโทษจีน ว่าใช้นโยบายปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งจะยิ่งทำให้บรรยากาศการค้าโลกที่ซบเซาอยู่แล้วยิ่งทวีความตึงเครียด เช่นเดียวกับนโยบายกีดกันผู้อพยพและชาวมุสลิม ที่ย่อมกระทบต่อนโยบายทางการเมืองระหว่างประเทศ และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าตามมา

อีกประเด็นความเสี่ยงที่ยังต้องจับตามอง ย่อมหนีไม่พ้นบทบาทของบรรดาธนาคารกลางโลก โดยเฉพาะ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (เฟด) ที่มีอิทธิพลต่อตลาดเงินและตลาดทุน ไปจนถึงการค้าในภาคเศรษฐกิจจริง อันเนื่องมาจากผลพวงอัตราแลกเปลี่ยน

การคาดการณ์ของตลาดทุนที่สะท้อนผ่าน เฟด ฟันด์ ฟิวเจอร์ส ช่วงปลายเดือน มิ.ย. ระบุว่า ผลพวงจากปัญหาเบร็กซิตจะทำให้เฟดไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจนกว่าจะถึงปี 2018 โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะขยับขึ้นเป็น 0.50-0.75% ในเดือน ก.พ. 2018 จากคาดการณ์เดิมก่อนการลงประชามติเบร็กซิตที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. 2017 เนื่องจากสหรัฐต้องการความยืดหยุ่นทางนโยบายเพื่อรองรับกรณีที่อาจเกิดความผันผวนขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ แม้ว่าอาจจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเกิดขึ้นจริงในปีนี้ ก็คาดว่าจะมีได้ไม่เกิน 1 ครั้ง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งเบร็กซิตและการเลือกตั้งสหรัฐ จะทำให้เงินทุนไหลเข้าไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากจนกระทบต่อภาคเอกชนในประเทศได้ ดังนั้นความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่จึงน่าจะเบาบางลงในครึ่งปีหลังนี้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร