
ตลาดกังวลกับพร้อมเพย์มากเกินไป
โดย...ชาลี กือเย็น
โดย...ชาลี กือเย็น
ข้อตกลงที่จะนำบริการพร้อมเพย์มาใช้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 ก่อให้เกิดความกังวลว่ารายได้ของกลุ่มธนาคารจะลดลง และทำให้ราคาหุ้นธนาคารลงแรง ทั้งนี้แม้ว่าอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ (เก็บสูงสุด 10 บาท) จะดูเหมือนลดลงมาก แต่ผลกระทบจริงกลับไม่แย่เท่านั้น โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมการโอนเงิน (รวมทั้งบัญชีบุคคลและบริษัท) อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของรายได้รวมของธนาคาร และในกรณีเลวร้ายที่สุดสมมติรายได้ส่วนนี้ไม่มี ดังนั้นจะกระทบกำไรสุทธิเพียง 6-7%
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีจำนวนบัญชีเงินฝากที่ธนาคารใหญ่ และจำนวนผู้ใช้ไอแบงก์กิ้ง และเอ็มแบงก์กิ้งมากที่สุด โดยมีฐานลูกค้าประมาณ 9 ล้านบัญชี (ส่วนแบ่งตลาด 36%) และประมาณ 7 ล้านบัญชีเป็นบัญชีที่ใช้งานเอ็มแบงก์กิ้ง หรือส่วนแบ่งตลาด 61%
ถึงแม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่ลดลง แต่ไม่คิดว่าค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะหายไปจากธนาคารทั้งหมด เพราะธนาคารยังคงเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมได้ ซึ่งจากข้อมูลเอ็มแบงก์กิ้งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าค่าเฉลี่ยยอดโอนเงินต่อธุรกรรมอยู่ที่ 1 หมื่นบาท หากเป็นเช่นนี้ต่อไปธนาคารก็ยังสามารถมีรายได้ค่าธรรมเนียมได้เฉลี่ยธุรกรรมละ 2 บาท หากมีการนำระบบค่าธรรมเนียมใหม่มาใช้
ทั้งนี้ ในระยะยาวจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นบวกกับความสามารถในการหารายได้ค่าธรรมเนียมประเภทอื่นและต้นทุนการดำเนินงานที่ประหยัดได้จากการบริหารจัดการเงินสดลดลง จะช่วยชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนที่ลดลง
แรงจูงใจให้ผู้บริโภคมาลงทะเบียนในระบบ Any ID ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าธรรมเนียมที่ลดลงเท่านั้น แต่เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ผู้ใช้สมัครใช้งานบนระบบใหม่นี้ ที่จะส่งผลกระทบระยะยาว ส่วนผลกระทบต่อธนาคารขึ้นอยู่กับความเร็วของการที่ผู้ใช้เปลี่ยนจากการใช้บริการแบบเดิมมาเป็นระบบ Any ID
ยังคงมุมมองว่าการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมจะส่งผลกระทบกับกำไรสุทธิของธนาคารประมาณ 2-4% โดยกำไรของธนาคารใหญ่จะถูกกระทบมากกว่าธนาคารเล็ก
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่แกว่งสูงขึ้น เกิดจากความล่าช้าในการใช้จ่ายของภาครัฐทำให้อัตราเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ต่ำกว่า 3% และรายได้ค่าธรรมเนียมลดลง
ความพยายามของภาครัฐที่นำแผนแม่บท “National e-Payment” มาใช้ กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับการให้บริการทางการเงินของธนาคาร โดยภายใต้ National e-Payment มี 4 แผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย การลงทะเบียนระบบ Any ID วันที่ 15 ก.ค. 2559 การเพิ่มปริมาณการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และการเพิ่ม EDC e-TAX Invoice และ e-Receipt และ e-Payment ซึ่งรวม Any ID และมุ่งไปสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสด
โครงการนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อเพิ่มกำไรทางเศรษฐกิจด้วยการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดการเลี่ยงภาษี เพิ่มสวัสดิการสังคมและเงินอุดหนุนให้ผู้มีรายได้น้อย
ในการเปิดให้บริการพร้อมเพย์ ซึ่งรัฐบาลและสมาคมธนาคารไทยตกลงร่วมกันจะมีการคิดค่าธรรมเนียมโดยใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกธนาคาร โดยค่าธรรมเนียมนี้จะคิดจากธุรกรรมที่ทำผ่านการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเอทีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง และโมบายแบงก์กิ้ง และใช้กับลูกค้าที่ได้ลงทะเบียนในระบบ Any ID แล้วเท่านั้น (เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2559) ทั้งนี้คาดว่าบริการพร้อมเพย์จะเริ่มใช้เดือน ต.ค. 2559 โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะอิงจากมูลค่าของธุรกรรม
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เชื่อว่าการเปิดให้บริการพร้อมเพย์คือการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาลงทะเบียนในระบบ Any ID (15 ก.ค. 2559) ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้นในด้านการให้สวัสดิการสังคม และการช่วยให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเลี่ยงภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การลงทะเบียนในระบบ Any ID จะเปิดให้ลูกค้าบุคคลสามารถผูกหมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์เข้ากับบัญชีธนาคาร 4 บัญชี โดยจะมี 1 บัญชีที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน ส่วนอีก 3 บัญชีจะผูกกับหมายเลขโทรศัพท์ 3 หมายเลข ทั้งนี้ Any ID จะใช้กับลูกค้าบุคคลเท่านั้น
ข้อมูลของ ธปท.พบว่าบัญชีผู้ใช้บริการอินเตอร์เนชั่นแนล แบงก์กิ้ง และเอ็มแบงก์กิ้ง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็น 12.9 ล้านบัญชี และ 12.6 ล้านบัญชี ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเอ็มแบงก์กิ้งโตถึง 10 เท่า ในขณะที่ธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 2.7 เท่า การเติบโตของบริการเอ็มแบงก์กิ้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างเช่น การช็อปสินค้าออนไลน์ ทั้งนี้จากมูลค่าต่อธุรกรรมที่เฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นบาทหมายความว่าผู้ใช้อาจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านไอแบงก์กิ้ง และเอ็มแบงก์กิ้งสูงถึง 25 บาท ในขณะที่ค่าธรรมเนียมของบริการพร้อมเพย์อยู่ที่ธุรกรรมละ 2 บาทเท่านั้น
ในการที่จะประเมินผลกระทบของการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน เคจีไอได้ทดลองใช้สมมติฐานสำหรับกรณีเลวร้ายที่สุดโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากธนาคารว่า ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม) คิดเป็นสัดส่วน 40-60% ของค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
ดังนั้น จึงใช้สมมติฐานว่าค่าธรรมเนียมการโอนเงินคิดเป็นสัดส่วน 50% ของค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทั้งหมด และค่าธรรมเนียมส่วนนี้ลดลงจนหมดจะส่งผลกระทบกับกำไรสุทธิ 6-8% ในขณะที่ถ้าใช้สมมติฐานค่าธรรมเนียมการโอนเงินคิดเป็นสัดส่วน 60% แล้ว รายได้ค่าธรรมเนียมที่หายไปจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ 8-9% ซึ่งจะกระทบกับ KBANK และธนาคารกรุงไทย (KTB) มากที่สุด
แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราค่าธรรมเนียมการโอนที่ลดลง แต่ไม่คิดว่าค่าธรรมเนียมประเภทนี้จะหายไปจากธนาคารโดยสิ้นเชิง จำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นบวกกับความสามารถในการหารายได้ค่าธรรมเนียมประเภทอื่น และต้นทุนการดำเนินงานที่ประหยัดได้จากการบริหารจัดการเงินสดลดลง จะช่วยชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนที่ลดลง







