posttoday
กับดักอำนาจ

กับดักอำนาจ

19 มิถุนายน 2559

ได้อำนาจอาจจะง่าย ลงจากอำนาจนั้นแสนยาก อย่างที่มีสำนวนว่า “ลงจากหลังเสือ” ซึ่ง “เสือ” ก็คือ “อำนาจ” นั่นเอง

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ได้อำนาจอาจจะง่าย ลงจากอำนาจนั้นแสนยาก อย่างที่มีสำนวนว่า “ลงจากหลังเสือ” ซึ่ง “เสือ” ก็คือ “อำนาจ” นั่นเอง

โดยทั่วไปการขึ้นขี่หลังเสือก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่แล้ว เพราะเสือเป็นสัตว์ดุร้าย ทั้งยังอาศัยอยู่ในป่าลึก ยากที่จะหาพบตัวได้ เช่นเดียวกันกับอำนาจ ที่ว่ากันว่าเป็นสิ่ง “ชั่วร้าย” และต้องต่อสู้ขวนขวายอย่างหนักจึงจะได้มาซึ่งอำนาจดังกล่าวนั้น

การได้อำนาจทางการเมืองตามทฤษฎีรัฐศาสตร์บอกว่ากระทำได้ 3 ทาง คือ หนึ่ง ด้วยความต้องการของตนเอง โดยที่ตนเองจะต้องอยู่ในฐานะได้เปรียบ เช่น อยู่ในตำแหน่งเหนือกว่า หรือมีกำลังเข้มแข็งเหนือกว่า ก็ทำการต่อสู้ช่วงชิงเอาอำนาจนั้นมา สอง ด้วยความต้องการของตนเองเช่นกัน แต่อาจจะมีฐานะก้ำกึ่งหรือด้อยกว่า ทว่ามีแรงสนับสนุนจากบริวารหรือพันธมิตร แล้วนำพลังร่วมกันนี้แย่งชิงอำนาจมาได้ และสาม ตนเองไม่ได้มีความปรารถนาที่จะมีอำนาจ แต่มีคนหยิบยื่นหรือมอบหมายให้ (อย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า “ราชรถมาเกย” หรืออาจจะขึ้นสู่อำนาจด้วยสถานการณ์เป็นใจ หรืออาจจะถูกบีบบังคับ อย่างที่เรียกว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ”

เมื่อได้อำนาจมาแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ “การรักษาอำนาจ” โดยทั่วไปผู้มีอำนาจจะต้องเลือกว่าจะใช้ใน “ทางร้าย” หรือ “ทางดี” หรือบางทีก็ต้องผสมผสานในการใช้ตามแต่สถานการณ์และเป้าหมาย

ในทางที่ดีก็คือ การเอาอกเอาใจผู้ใต้ปกครอง เช่น การใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยทำให้อำนาจคงความยั่งยืน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะประชานิยมนี้ทำได้ง่าย เพียงเอาเงินงบประมาณ (ถ้ามี) มาหว่านเทออกไป ใครๆ ขึ้นมามีอำนาจก็ทำได้ทันที ประชาชนจึงเกิดการเปรียบเทียบ และอาจจะมองเห็นว่า “ก็ไม่แตกต่างกัน” รวมถึงรู้สึกว่าตัวเองคงจะมีอำนาจเหนือผู้ปกครอง ถึงได้มาเอาอกเอาใจ กลายเป็นคมดาบอีกด้านที่มาลดทอนอำนาจนั้นได้ หรืออาจจะทำให้คนในประเทศนั้น “จมไม่ลง”

ในทางที่ร้ายก็คือ การกดขี่บังคับ ที่คุ้นเคยกันก็คือการปกครองโดยใช้อำนาจเผด็จการ ที่สมัยก่อนๆ อาจจะมีความน่ากลัว เพราะผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด กำจัดศัตรูที่ขัดขวาง แต่เผด็จการสมัยใหม่อาจจะใช้การเอาอกเอาใจ แต่ว่าแฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย เช่น ต้องการล่อให้ประชาชนหลงรักเพื่อจะได้

โกงกินอย่างมโหฬาร หรือปกปิดลบล้างความชั่วของตน (ที่ยึดอำนาจมา) ให้ประชาชนลืมความขมขื่น กระทั่งเกิดความนิยมชอบพอ ซึ่งก็จะสามารถทำให้รักษาอำนาจให้ยืนยาวได้พอควร

การได้มาซึ่งอำนาจนั้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาอำนาจนี้ยิ่งยากกว่า เพราะการใช้อำนาจจะสำเร็จผลหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับความสามารถ ความเก่ง หรือความฉลาดของผู้นำ อย่างที่ปราชญ์เจ้าของแนวคิดนี้ที่ชื่อ นิโคโล แมคเคียเวลลี่ กล่าวไว้ว่า “เจ้าชาย (ในความหมายของผู้ปกครองยุคโบราณ) จะต้องรู้จักที่จะเป็นจิ้งจอก (หมายถึงความฉลาดและไหวพริบ) และสิงโต (หมายถึงความเด็ดขาดเข้มแข็ง) ไปพร้อมๆ กัน” ซึ่งผู้นำประเภทนี้หาได้ยากมากๆ เพราะผู้มีอำนาจที่มาจากเผด็จการก็จะไม่ค่อยฉลาดหรือมีสติปัญญาและไหวพริบมากนัก ในขณะที่ผู้มีอำนาจที่ไม่ได้อำนาจมาเพราะกระบอกปืน แม้ว่าจะมีความฉลาดรอบรู้ หรือมีความสามารถมากเพียงใด แต่ด้วยเหตุที่ไม่มีฐานอำนาจที่เข้มแข็งคอยเกื้อหนุน ก็จะมีความเสี่ยงมากในการที่จะอยู่ในอำนาจนั้น เว้นแต่ว่าจะสร้างฐานอำนาจใหม่ขึ้นมารองรับ เช่น พลังของมวลมหาประชาชน เป็นต้น

ดังนั้น เราจึงอาจจะเห็นในบางประเทศใช้การ “ผสมผสานอำนาจ” คือ มีการร่วมกันใช้อำนาจระหว่าง “ฝ่ายบู๊” กับ “ฝ่ายบุ๋น” เหมือนอย่างในเรื่องสามก๊ก ที่เล่าปี่ต้องมีขงเบ้ง ซุนกวนต้องมีจิวยี่ และโจโฉต้องมีซีซีกับบังทอง หรือของประเทศไทยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 ก็มีการผสมผสานอำนาจนั้นมาโดยตลอด เริ่มจากคณะราษฎรก็มีทั้งผู้นำในฝ่ายทหารและในฝ่ายพลเรือน สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้จะเป็น “จอมเผด็จการ” แต่ก็ได้ให้กลุ่มข้าราชการผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่า “เทคโนแครต” เข้ามาร่วมบริหารประเทศด้วยจำนวนหนึ่ง (วิธีนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็นำมาใช้ในช่วง ปี 2523-2531 เช่นกัน) หรือหลังทหารยึดอำนาจหลังวันที่ 6 ต.ค. 2519 ก็ให้พลเรือนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึง รสช.ในปี 2534 ที่ให้ อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงในยุค คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน และ คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็นิยมใช้วิธีร่วมใช้อำนาจนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ยากแท้แสนสาหัสของการบริหารอำนาจนี้ก็คือการลงจากอำนาจ อันหมายถึงการเปลี่ยนถ่ายหรือส่งมอบอำนาจต่อไปให้คนอื่น ที่มักจะมีความวุ่นวาย เป็นความขัดแย้ง และอาจจะรุนแรงถึงขั้นการฆ่าฟันกันระหว่างผู้นำ กระทั่งเกิดสงครามกลางเมือง เสียหายไปทั้งประเทศ เหตุผลก็คือ บางทีผู้ปกครองผู้นั้นก็ไม่อยากจะลงจากตำแหน่ง บางทีก็บอกว่าไม่มีใครจะทำได้ดีกว่า แต่ที่น่าเกลียดน่าชังที่สุดก็คือต้องอยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อปกปิดความชั่วและความเลวของตน และยังอยู่ทำชั่วทำเลวนั้นต่อไป

อำนาจนี้เหมือน “กับดัก” เข้าแล้วก็ออกยาก บางทีอาจจะเป็นผู้นำนั่นแหละที่สร้างมาขังตัวเอง

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่