
ท่านบรรหาร
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งในจำนวนน้อยคนเหลือเกินของประเทศนี้ ที่มิได้มาจากข้าราชการ หรือเคยผ่านระบบราชการมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที ท่านก็ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยการทำงานกับระบบราชการในยุคของการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ดังนั้นคงจะไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า วิธีใช้อำนาจปกครองและจัดสรรประโยชน์ในวงราชการไทย วิธีมองความเจริญและวิธีการสร้างความเจริญให้แก่ประเทศของศูนย์กลางอำนาจรัฐไทย สำนึกของลูกจีนในเมืองไทยที่ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภารทำมาหาเลี้ยงชีพ และการเติบโตขึ้นมาในเครือข่ายสายสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์ ทั้งในท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งหมดนี้น่าจะมีส่วนไม่น้อยในการหล่อหลอมโลกทัศน์และวิธีทำงานทางการเมืองของท่านตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งก้าวมาถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารในอีกราว 20 ปีเศษต่อมา
การทำงานการเมืองของท่านมิได้สะท้อนให้เห็นว่าท่านมุ่งหมายจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทิศทาง หลักการเหตุผล และวิธีการทำงานของกลไกอำนาจรัฐในระบบราชการ ตรงกันข้าม อำนาจรัฐในการจัดสรรถ่ายโอนทรัพยากร และความเปลี่ยนแปลงที่การจัดสรรนั้นจะก่อให้เกิดขึ้นแก่ตัวบุคคล แก่ชุมชน และแก่พื้นที่ต่างหาก ที่น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดึงท่านเข้าสู่วงการเมือง เพื่อเข้าถึงโอกาสที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐจัดสรรทรัพยากรและผันมันลงสู่เครือข่ายและพื้นที่ และในเรื่องนี้เองที่นับได้ว่าท่านประสบความสำเร็จโดดเด่นเหนือกว่านักการเมืองร่วมสมัยคนอื่นๆ อีกมาก ด้วยความเข้าใจสายสนกลในของระบบการคลังและการเมืองเรื่องงบประมาณภาครัฐ ด้วยความสามารถในการต่อรองแบบคนทำธุรกิจ และนิสัยการเป็นคนติดตามผลการปฏิบัติงานที่สั่งแบบลงถึงรายละเอียดอย่างคนที่รู้งานจริง และตามถึงตัวผู้รับปฏิบัติเสมอ ทำให้ผลงานต่างๆ ที่ท่านสร้างไว้ในจังหวัดที่เป็นเขตเลือกตั้งของท่านจะช่วยรักษาความทรงจำถึงท่านไปตราบนานเท่านาน แม้ว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ใครอื่นเขียนอาจจะมิเอ่ยถึงท่านเลยก็ตาม
การทำงานพรรคการเมืองของท่านเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค โดยผู้นำฝ่ายบริหารในบางช่วงเวลาก็มาจากการเลือกตั้ง แต่บางช่วงก็ไม่จำเป็น ความสำเร็จของพรรคการเมืองในระบบแบบนั้น วัดกันจากการได้เข้าร่วมรัฐบาล และการได้ครองกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงเกษตรฯ หรือคมนาคม ที่มีขอบข่ายกว้างขวางในการจัดสรรปริมาณทรัพยากร มากกว่าการจะเป็นพรรคแกนนำที่ได้เป็นหัวหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ความพยายามที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หรือแสดงเจตจำนงแต่ต้นมือว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีกที่อาจเป็นผลเสีย และทำให้โอกาสจะได้เข้าร่วมรัฐบาลหลุดลอยไป ดังพรรคที่ท่านสังกัดก่อนหน้าที่ท่านจะขึ้นกุมบังเหียนเคยประสบมาจนถูกกันออกไปเป็นฝ่ายค้าน หรือถึงกับต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคกัน
มาแล้ว
กลเกมที่ท่านชำนาญจากประสบการณ์ภายใต้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ผูกไว้แบบนั้น คือการเจรจาต่อรองในการเข้าร่วมรัฐบาล และการต่อรองภายในพรรคและระหว่างพรรคที่ร่วมรัฐบาล ในการแบ่งสันปันส่วนอำนาจหน้าที่และการบังคับบัญชากระทรวง ทบวง กรม มากกว่ากลเกมตรวจสอบและรับมือจากการถูกตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในสภาจากพรรคฝ่ายค้าน ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านขึ้นมาเป็นประมุขฝ่ายบริหาร และต้องมาเจอกับกลเกมไร้ไมตรีของพรรคการเมืองที่สั่งสมความลึกซึ้งชำนาญในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภามายาวนาน ไม่เพียงแต่ท่านจะรับมือไม่ได้ แต่การตั้งรับที่ไม่ทันเกมในสภาและไม่ทันเกมพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากจะทำให้รัฐบาลของท่านต้องอับปางลงแล้ว ยังเป็นจุดตั้งต้นของความล่มสลายของกิจการธนาคารไทยและระบบเศรษฐกิจของไทยในเวลาต่อมา
รัฐธรรมนูญ 2540 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศนี้ บทระลึกในวาระอันเป็นที่สุดของท่าน จึงควรกล่าวถึงคุณูปการที่ท่านมีต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ฐานข้อมูลทางการเมืองของสถาบันพระปกเกล้าบันทึกไว้ว่า ท่านและพรรคการเมืองของท่านเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อรัฐสภารับหลักการร่างรัฐธรรมนูญได้มีมติเปลี่ยนคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สภาร่างรัฐธรรมนูญมาดำเนินการแทน และเมื่อถึงตอนจะต้องเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในตอนปลายปี 2539 ท่านก็พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว
คนจำนวนมากคงไม่ค่อยคิดถึงท่านในทางด้านการต่างประเทศเท่าใดนัก จึงขอบันทึกไว้ในที่นี้ว่าการจัดประชุมระดับผู้นำ Asia Europe Meeting หรือ ASEM ครั้งแรกเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัฐบาลของท่าน โดยการผลักดันสนับสนุนวาระนี้อย่างแข็งขันจากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์โก๊ะจ๊กตง และสิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากเวทีนี้ได้มากที่สุด เสียดายว่าท่านน่าจะอยู่จนได้เห็นการประชุม ASEM ที่ปีนี้จะจัดเป็นครั้งที่ 11 และเป็นวาระครบรอบ 20 ปี ที่กรุงอูลานบาตอร์ มองโกเลีย ในเดือน ก.ค.
ท่านใช้ชีวิตทางโลกมาเต็มบริบูรณ์ และคงพอใจในความสำเร็จอันสูงยิ่ง ที่คงจะไกลกว่าที่ท่านเคยฝันไว้ในตอนแรกที่ตัดสินใจออกจากท่าพี่เลี้ยงเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาตั้งต้นชีวิตการทำงาน ความเป็นคนไม่ผูกใจเจ็บและรู้การประมาณจังหวะ ขอบเขต และความมากน้อยหนักเบา ย่อมทำให้ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวในเวทีการเมืองมาได้โดยตลอดรอดฝั่ง แนวทางการพัฒนาเมืองและแนวทางทำงานการเมืองของท่านจะเป็นตัวแบบสำคัญต่อไปอีกนานในการศึกษาแบบแผนการเมืองไทยบนเส้นทางยาวไกลในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศนี้
รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ







