
หยุดวิกฤตศรัทธาสถาบันแพทย์ (1)
โดย...นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
โดย...นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ในโลกปัจจุบัน ความศรัทธาน่าเชื่อถือต่อสถาบันต่างๆ สั่นคลอนอย่างมาก ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ความศรัทธาของสังคมต่อสถาบันใดๆ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นมาได้ลอยๆ ต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 2 ด้าน คือ
หนึ่ง ความชอบธรรมทางกฎหมาย กติกาของสังคม (Legal Legitimacy) ที่สังคมยอมรับ มอบอำนาจให้ทำหน้าที่ด้านนั้นๆ
สอง ความชอบธรรมทางสังคม (Social Legitimacy) ที่เกิดจากการยอมรับ ไว้วางใจ ว่าสถาบันนั้นๆ ได้ทำหน้าที่และใช้อำนาจโดยชอบ ถูกต้อง เหมาะสม เป็นที่ยอมรับได้
ศรัทธาของสังคมจึงจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ และจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันสำหรับสถาบันนั้นๆ ซึ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วว่า บางสถาบันมีความชอบธรรมทั้งทางกฎหมายและทางสังคมเต็มมือ ซึ่งก็มีความคาดหวังของสังคมควบคู่ไปด้วย นานๆ ไปกลับฉ้อฉลในหน้าที่และอำนาจที่สังคมมอบให้ มีการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็น เครดิตทางสังคมก็ลดลง ตกต่ำจนเป็นวิกฤตศรัทธารุนแรงและเรื้อรังมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ยังคงมีอำนาจอยู่เต็มมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอำนาจทางกฎหมาย ประชาชนกลัวแต่ไม่ศรัทธา
สถาบันทางการแพทย์ มีความชอบธรรมทางกฎหมายที่สังคมมอบให้ ยอมให้มีกฎหมายรองรับให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ดูแลกันเอง พัฒนากันเอง ภายใต้มาตรฐานทางวิชาการและจริยธรรม ล่วงรู้ความลับของคนอื่นได้ ล่วงเกินในชีวิตและร่างกายของคนอื่นได้อย่างถูกกฎหมาย แม้แต่ของลับยังยอมให้ดูได้ จับต้องเมื่อมีความจำเป็น เพราะสังคมเชื่อและยอมรับในเจตนาและการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพเพื่อช่วยเหลือชีวิตให้ผู้คนพ้นทุกข์จากโรคภัย
เมื่อหมอได้ความชอบธรรมในการปฏิบัติวิชาชีพมาจากสังคมมากถึงเพียงนี้ สังคมก็มีความคาดหวังให้หมอประกอบวิชาชีพด้วยมาตรฐานที่สูงตามไปด้วย นอกจากความรู้ความสามารถต้องดีแล้ว ยังคาดหวังให้หมอเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วๆ ไป ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไว้วางใจได้เสมอ เพื่อที่ประชาชนจะ “ฝากผีฝากไข้”ได้อย่างอุ่นใจ
หมอรุ่นพ่อ รุ่นพี่ รุ่นครูบาอาจารย์ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบมา จนกลายเป็นศรัทธาของสังคมที่ยาวนาน และทุกวันนี้ก็มีหมอที่ดีจำนวนมากปฏิบัติวิชาชีพของตนด้วยความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ความชอบธรรมและศรัทธาที่สังคมมอบให้
ตัวผมเป็นแพทย์ รู้จักผู้คนมากมาย ได้รับความนับถือและให้เกียรติในความเป็นแพทย์เสมอมา เรียก “คุณหมอ” ทุกคำ ไม่ได้ยินที่เรียกว่า “ไอ้หมอ”
หลักคิดสำคัญที่ครูบาอาจารย์สอนกันมาคือ คนไข้คือครูของหมอ ทำให้หมอมีความรู้ มีความสามารถเก่งขึ้นทุกวัน เราเรียกผู้อุทิศร่างกายให้เราชำแหละเรียนรู้ว่า “อาจารย์ใหญ่”
คนไข้คือผู้ที่ทำให้หมอได้ทำความดี สะสมบุญ ทำกุศลเพิ่มทุกวัน ที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน หมอยกมือไหว้คนไข้ คุกเข่าลงดูแลคนไข้อย่างนอบน้อม เพื่อขอบคุณที่ทำให้หมอได้ทำความดี และคนไข้คือคนที่ทำให้หมอมีอาชีพ ดำรงชีวิตที่ดี ได้อย่างมีคุณค่าศักดิ์ศรี
คนไข้ไม่ใช่คนที่คอยรับความเมตตาปรานีจากหมอแบบเทพบันดาลหรือพระเจ้าประทานให้ คนไข้ไม่ใช่คู่ปฏิปักษ์ของหมอ คนไข้ไม่ใช่คนที่หมอจะกล่าวหา กล่าวโทษ ว่าร้าย ดูถูกเหยียดหยาม ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
แม้คนไข้ชกหน้าหมอ มือพลาดไปโดนกระจกบาด ด้วยความเป็นหมอ หมอก็ยังต้องรักษาให้ ส่วนตัวอาจโกรธได้ แต่ความเป็นหมอโกรธไม่ได้
คนไข้เมาสุรา ขี่มอเตอร์ไซค์เกิดอุบัติเหตุแขนขาหัก คนไข้กินมากเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน หมอก็ต้องรักษา จะกล่าวร้ายว่าคนไข้ไม่รู้จักดูแลตัวเองจนเป็นเหตุให้ป่วยมาไม่ได้ เพราะทุกคนอยู่ในระบบสังคมใหญ่ ทุกคนตกเป็นเหยื่อของสังคมทั้งนั้น ใช่ว่าจะดูแลสุขภาพจนไม่ป่วยไข้ได้ทุกคน แม้แต่หมอเองก็อยู่ในระบบใหญ่ รู้เรื่องสุขภาพดีกว่าใครๆ แต่ก็ใช่ว่าจะดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีไปเสียทั้งหมดทุกเรื่องได้ที่ไหนกัน
แนวคิดกล่าวร้ายต่อคนไข้แบบนี้ เรียกว่า Victim Blaming คือการลงโทษเหยื่อ เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่จะนำมาใช้กับเรื่องสุขภาพและการป่วยไข้ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ กลับมีการนำเรื่องนี้มาพูดกันมากโดยคนในแวดวงวิชาชีพบางส่วน
พระราชบิดาท่านสอนหมอไว้ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”
ถ้าหมอยังยึดมั่นคำสอนนี้ ก็จะไม่กล่าวโทษกล่าวร้ายคนไข้และประชาชน จะทำให้วิชาชีพไม่เสื่อม ศรัทธาของสังคมก็มั่นคง สังคมก็จะเป็นเกราะกำบัง ผนังทองคำ กำแพงเหล็กให้หมอ หากมีอะไรมากระทบในทางร้ายต่อวิชาชีพ สังคมจะออกมาปกป้องช่วยเหลือเต็มที่
แต่ถ้าเป็นไปทางตรงกันข้าม ก็ยากที่สังคมจะปกป้องช่วยเหลือ โบราณว่า “สนิมเกิดจากเนื้อใน” เป็นจริงอยู่เสมอ
การที่มีหมอบางคนบางกลุ่มมีทัศนคติที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักความชอบธรรมที่สังคมมอบให้ ชอบตีโพยตีพาย ชอบกล่าวหา กล่าวร้ายต่อคนไข้ ญาติคนไข้ ประชาชน สังคมและสถาบันอื่นๆ ปกป้องวิชาชีพแบบผิดๆ ชอบยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง ใช้อารมณ์มากกว่าปัญญา ชอบผลิตวาทกรรมให้ร้าย (Hate Speech) ชอบมองคนอื่นเป็นปฏิปักษ์ เหล่านี้กำลังกลายเป็นการทำลายสถาบันตนเองอย่างน่าเป็นห่วง
ควรรีบตั้งสติ เรียกปัญญากลับคืนมา หยุดความก้าวร้าว เพิ่มความนอบน้อม ทบทวนหลักการและความเป็นมาของวิชาชีพที่สังคมมอบให้ หันมาช่วยกันพัฒนาวิชาชีพ ทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม จริยธรรม ไม่ทำอะไรที่เกินงาม เกินพอดี ให้สมกับที่ประชาชนเคยมีศรัทธามาช้านาน







