posttoday
ยังไม่ถึงเวลา ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ยังไม่ถึงเวลา ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

25 เมษายน 2559

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ทุกๆ ปี เมื่อวันแรงงานแห่งชาติเวียนมาถึง กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลและนายจ้างปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี ในปีนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ยื่นข้อเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 300 บาท เป็น 360 บาท ด้วยเหตุผลว่าปัจจุบันค่าครองชีพสูงและไม่ได้มีการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำมา 3 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนของ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยแนะว่ารัฐบาลอาจปรับค่าแรงงานขึ้นในกรอบ 5-7% หรือจาก 300 บาท/วัน เพิ่มเป็น 310-315 บาท/วัน แต่ก็พิจารณาขึ้นค่าแรงตามพื้นที่ และค่าครองชีพ

ในขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีความเห็นว่า ควรกำหนดค่าจ้างตามความแตกต่างของพื้นที่ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดค่าจ้าง เช่น แหล่งวัตถุดิบ ค่าขนส่ง เป็นห่วงว่าหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างอีก จะส่งผลให้การลงทุนใหม่ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากต้นทุนสูง

แน่นอนว่าหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 360 บาท/วัน ผู้ประกอบการกว่า 90% เห็นว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงมาก เพราะขณะนี้แทบไม่มีกำไร ธุรกิจแค่พยุงตัวอยู่ได้เท่านั้น ส่วนการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการยอมรับได้ หากภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าฟื้นตัวคือ 310-320 บาท/วัน การขึ้นค่าแรงจะเป็นการซ้ำเติมให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซา การส่งออกก็ยังไม่ฟื้น ในที่สุดผู้ประกอบการอยู่ไม่รอด อาจจะต้องมีการการปลดคนงานออก และอาจจะต้องมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกันอีกระลอกหนึ่ง

หลายมุมมองก็มองว่าการปรับขึ้นค่าแรงงานเพิ่มขึ้น แท้ที่จริงแล้วลูกจ้างแทบไม่ได้ประโยชน์ แค่มีกระแสข่าวว่าค่าจ้างแรงงานจะขึ้น ราคาสินค้าก็วิ่งขึ้นแซงไปล่วงหน้าแล้ว รวมทั้งมีการผลักภาระต้นทุนค่าแรงงานที่สูงขึ้นไปขึ้นราคาสินค้า และในที่สุดผู้บริโภคก็ต้องเป็นผู้รับภาระ

อีกทั้งปัจจุบันแรงงานที่มีคุณภาพก็มีค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ทุกวันนี้แรงงานบางประเภท เช่น แรงงานฝีมือ แทบจะหาลูกจ้างมาทำงานไม่ได้ มีแต่การทะลักเข้ามาของ “แรงงานต่างด้าว” เนื่องจากแรงงานขั้นต่ำนั้นต้องครอบคลุมจ่ายค่าจ้างตามกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวด้วย แม้ลูกจ้างจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นการบริโภค และทำให้แรงงานไม่ต้องไปทำงานนอกพื้นที่ แต่ก็มีปัญหาในเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมสำหรับแรงงานที่มีฝีมือ และประสบการณ์ รวมทั้งพบว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับประโยชน์จากอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นแทน ที่จะเป็นแรงงานไทย และแรงงานอาจจะได้รับค่าล่วงเวลาน้อยลง โดยให้มีการปฏิบัติงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วธุรกิจก็จะเริ่มหันไปใช้เครื่องจักรเพิ่มขึ้นมากกว่าแรงงานที่อาจตกงานได้

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 300 บาทเป็น 360 บาท/วัน เป็นการปรับเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งจะต้องไปถามนายจ้างรับได้ไหมในสถานการณ์อย่างนี้ ซึ่งการส่งออกยังติดลบ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ก็ยังขยายตัวไม่ดีนัก รวมถึงความสามารถการจ่ายค่าจ้างของนายจ้างว่าสามารถที่จะรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอีก 20% ได้หรือไม่

“ปกติค่าจ้างโดยเฉลี่ยก็มีการปรับขึ้นทุกปีอย่างน้อย 2-3% และมีการปรับเพิ่มขึ้นตามตำแหน่งงานที่สูงขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้ามีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นใหม่ยกทั้งแผงจะมีผลกระทบกับค่าจ้างทั้งระบบ แม้ว่ามีหลายอุตสาหกรรมที่มีการจ้างค่าจ้างเกินค่าขั้นต่ำแล้วก็จะต้องขยับตาม โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ผ่านมาได้เคยวิจัยผลกระทบการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งผ่านมา 3 ปีแล้ว มองว่าผลิตภาพแรงงานก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม นั่นก็หมายความว่าก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับจีดีพีมากนัก ซึ่งการปรับค่าจ้างค่าแรงขั้นต่ำควรที่จะปรับขึ้นเฉพาะเขตหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีค่าครองชีพที่สูง ไม่ควรที่จะปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทีดีอาร์ไอได้เคยวิเคราะห์ผลกระทบการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งจะสามารถนำมาเป็นบทเรียนที่จะพิจารณาการขึ้นค่าจ้างแรงงานเพื่อเอาใจฐานคะแนนเสียง โดยไม่วิเคราะห์ผลกระทบที่รอบด้าน

ในแง่ “ข้อดี” การขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ จะทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้นเนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจากการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้แรงงานได้ประโยชน์โดยตรงประมาณ 3.2 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของลูกจ้างเอกชนทั้งหมดค่าจ้างใหม่ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและมีอำนาจต่อรองน้อย

“ข้อเสีย” ทำให้ต้นทุนรายจ่ายของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานจำนวนมากสูงขึ้น เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มอุตสาหกรรมการค้าและบริการ เป็นต้น รวมทั้งการขึ้นค่าจ้างแรงงานมีผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 1% จากกรณีปกติ รวมไปถึงการลดความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนเชิงเปรียบเทียบที่สูงขึ้นของไทย ทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้น

ภาระด้านต้นทุนค่าแรงงานของนายจ้างจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านบาท/วัน ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมลดลงมากและเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการเพิ่มความสามารถผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นอีก 8-10% อาจจะส่งผลให้การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี) ลดลงมากกว่า 1.7% จากกรณีปกติด้าน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังพบว่าไม่มีผลกระทบที่ร้ายแรงจนต้องปรับขึ้นค่าจ้างในทันที แต่ผลการศึกษาดังกล่าวน่าจะเป็นเกณฑ์อ้างอิงหนึ่งในการพิจารณาการปรับขึ้น ค่าจ้างหลังเดือน มิ.ย. ตามมติบอร์ดค่าจ้างที่ให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2559 เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ด้าน วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธาน คสรท. กล่าวว่า ผลวิจัยของนักวิชาการที่บอกให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 15-21 บาท นั้นถือว่ายอมรับได้ แม้จะไม่เท่ากับข้อเสนอของ คสรท.ที่ขอให้ปรับเป็น 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศก็ตาม เพราะเข้าใจถึงสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและขอให้ปรับขึ้นบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมาคงอัตราค่าจ้างวันละ 300 บาท มากว่า 4 ปีแล้ว

ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังจะออกอาการทรงๆ ทรุดๆ อยู่อย่างนี้ สิ่งที่ต้องทำคือประคับประคองตัวและธุรกิจให้รอดก่อน ในฐานะลูกจ้างก็ยอมรับว่าอยากจะมีเงินเดือนเพิ่มสูงๆ เหมือนกัน แต่ถ้าราคาสินค้าค่าครองชีพวิ่งนำหน้าแซงไปแล้ว เงินเดือนที่ขึ้นไม่ถึง 5% แต่ราคาสินค้าวิ่งแซงไป 10-15% ในที่สุดก็ไปไม่รอดกันทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์ด้านแรงงาน เริ่มต้นตั้งแต่การผลิตนักเรียนนักศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการใช้แรงงาน รวมทั้งพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มคุณภาพลูกจ้างให้สามารถออกไปหางานในต่างประเทศด้วย เพราะท้ายสุด “คุณภาพ” จะเป็นตัวกำหนด “ราคา” และต่อไปอาจจะไม่เห็นมีการเรียกร้องแรงงาน “ขั้นต่ำ”

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร