
น้ำตาลอันตราย! ภาษีน้ำหวานจัดไปไม่ต้องรอ
เรื่องที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล บรรณาธิการแมกกาซีน ภาพ : รอยเตอร์ส
เรื่องที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ให้รับข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในเรื่องระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ
โดยเฉพาะแนวทางการเพิ่มภาษีผลิตภัณฑ์ที่เป็นภัยต่อสุขภาพไปพิจารณา โดยตั้งเป้าบรรจุเป็นแผน 20 ปี ในการหาทางรีดภาษีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลสูง โดยเฉพาะการเก็บภาษีเครื่องดื่มอย่างชาเขียว กาแฟกระป๋อง ที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนและน้ำตาล น้ำผลไม้กระป๋อง (หวังว่าจะรวมถึงน้ำอัดลมประเภทต่างๆ ทั้งที่ใส่น้ำตาลแท้และน้ำตาลเทียมด้วย)
ฟังดูแล้วมันเข้าท่าที่สุด ซึ่งถ้าทำได้จริงๆ น่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในระยะยาว
ทว่า ไปๆ มาๆ มันยังสะดุด โดยเฉพาะในข้อที่ว่า... ก่อนจะจัดเก็บภาษีต้องมีการพิสูจน์ให้ได้ว่า การบริโภคน้ำตาลเป็นโทษต่อสุขภาพจริง จึงจะสามารถหยิบผลการศึกษามาเสนอให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจใช้มาตรการภาษีผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้
งงงันว่า ท่านๆ ไปอยู่กันที่ไหนมาหรือคะ ทำไมถึงไม่รู้ว่า น้ำตาลนั้นมีผลทำลายสุขภาพจริงหรือไม่ เรื่องราวผลวิจัยที่เกี่ยวกับพิษภัยของน้ำตาล ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ต่างๆ มากมายทั่วโลก ล้วนบ่งชี้ความไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพของน้ำตาล ที่ไม่เพียงพัวพันต่อการทำให้เกิดโรคอ้วนเท่านั้น หากยังทำร้ายร่างกายได้หลายทาง
ไม่ว่าจะกรณีการเป็นตัวกระตุ้นให้ตับสะสมไขมันไว้ตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมากขึ้น จนอาจเกิดภาวะไขมันพอกตับ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งได้
น้ำตาลยังเป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดปั่นป่วน เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และยังเชื่อมโยงกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จากการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 3 เนื่องจากภาวะดื้ออินซูลินอีกต่างหาก
น้ำตาลยังทำให้เกิดการเสพติด เพราะเมื่อกินเข้าไปจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมา เจ้าสารรสหวานยังไปกระตุ้นความรู้สึกหิวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้อารมณ์แปรปรวน และทำให้ผิวพรรณเหี่ยวย่นก่อนวัย (สาวๆ เลิกกินขนม/น้ำตาลกันในทันที!)
นอกจากนี้ น้ำตาลยังมีส่วนอย่างมากในการทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคกลุ่ม NCDs หรือ Non-Communicable Diseases คือโรคกลุ่มที่ไม่ติดต่อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หากเกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเอง ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพในบ้านเราอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง โรคไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคทางพันธุกรรม โรคตับแข็ง และโรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์)
โดยส่วนใหญ่แล้วโรคพวกนี้เกิดจากการไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารรสจัดเกินไป เช่น เค็มจัด หวานจัด มันจัด รับประทานอาหารไขมันสูง การสะสมความเครียด การรับสารพิษอย่างสม่ำเสมอ เช่น การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ กินอาหารปิ้งย่างบ่อยเกินไป เป็นต้น
เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ เราจะสังเกตว่าน้ำอัดลมหรือน้ำหวานๆ ที่นั่นราคาสูงกว่าบ้านเราทั้งนั้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาเก็บภาษีเครื่องดื่มประเภททำลายสุขภาพ ทำให้ต้องขายราคาแพง โดยก่อนหน้านี้ในสหรัฐที่ประสบปัญหาคนเป็นโรคอ้วนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เชื่อว่ามาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาษีและราคา ได้การยอมรับจากทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้ จึงจัดการขึ้นภาษีไปเรียบร้อย
สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ดำเนินการไปแล้วเช่นกันก็อย่างประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ฝรั่งเศส เอกวาดอร์ สิงคโปร์ เม็กซิโก และหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก ขณะที่แพทย์ในประเทศอังกฤษก็ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ออกนโยบายนี้บ้าง ส่วนประเทศอินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเราเองก็มีแผนเช่นเดียวกัน
เคยคุยกับคุณหมอแผนจีนชาวยุโรปรายหนึ่งที่เคยมาเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาบอกว่า เสียดายที่คนไทยทิ้งวิถีไทยๆ ไปนิยมรับประทานอาหารต่างชาติ โดยเฉพาะอาหารแบบฟาสต์ฟู้ดของตะวันตกที่เต็มไปด้วยความหวาน เค็ม มัน ทำให้กลายเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ตามมามากมาย ถ้ากลับมาบริโภคอาหารแบบไทยๆ ที่เต็มไปด้วยผัก-สมุนไพร นอกจากอร่อยมากแล้วยังดีต่อสุขภาพ คนไทยก็แปลก ทำไมไม่กิน!
คนเราก็แปลกจริงๆ ต้องรอให้ป่วยเสียก่อนค่อยมาดูแลสุขภาพ งานนี้ไม่ต้องไปรอให้รัฐบาลออกนโยบาย งดเองก่อนเลย พร้อมสั่งห้ามลูกหลานให้ลด-ละ-เลิกด้วย ถ้าอยากซื้อมาชิงโชคเก็บแค่ฝาแล้วเททิ้งไปยังได้
ก็มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพนี่นา!







