posttoday
1 ปี(จากนี้) ข้อพิพากเขตแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อ

1 ปี(จากนี้) ข้อพิพากเขตแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อ

03 สิงหาคม 2553

8...ทีมข่าวในประเทศ

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดแถลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภายหลังเดินทางกลับจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า หากฝ่ายไทยยินยอมให้กัมพูชาเสนอแผนการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสำเร็จ ก็เท่ากับว่ากัมพูชาจะเข้าไปจัดการพื้นที่ทับซ้อนระหว่างสองประเทศ รวมถึงเป็นการไปยอมรับว่าพื้นที่ทับซ้อนเป็นของกัมพูชาด้วย

เมื่อฝ่ายไทยค้าน ในที่สุดทางคณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นปี 2554 ที่ประเทศบาห์เรน

“ขอบคุณทีมงานและคณะกรรมการทุกคนที่ช่วยกันทำงานอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งขอบคุณชาวไทยทุกคนที่ช่วยกันแสดงพลังคัดค้าน จนทำให้คณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโก ได้รับทราบข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเสียเลือดเนื้อหลายต่อหลายครั้ง หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกรับขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว” นายสุวิทย์ กล่าว

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการมรดกโลก ได้ยืนยันว่าจะส่งเอกสารแผนบริหารจัดการของกัมพูชาให้ฝ่ายไทยได้ภายในเดือน ก.ย. เมื่อได้เอกสารมาก็จะได้ทราบรายละเอียด เงื่อนไขข้อกฎหมาย รวมทั้งเขตแดนที่ชัดเจนว่าแผนผังที่กัมพูชาใช้ยื่นต่อคณะกรรมการฯ นั้น มีเขตแดนเท่าไหร่ รุกล้ำอธิปไตยหรือไม่

“เวลา 1 ปีจากนี้ ไทยคงต้องทำงานหนักเพื่อศึกษารายละเอียดทั้งหมดอย่างชัดเจน ในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องชนะหรือไม่ชนะ แต่เป็นความสำเร็จของคนไทยทั้งประเทศ” นายสุวิทย์ กล่าว

นายสุวิทย์ ยืนยันว่า แผนการบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าได้ยื่นสำเร็จแล้วนั้น ความจริงเป็นการยื่นให้ระดับเจ้าหน้าที่ของศูนย์มรดกโลกเท่านั้น ยังไม่มีการแจกจ่ายให้กับคณะกรรมการมรดกโลก หรือประเทศภาคีสมาชิก

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวได้มีประชาชนจากเครือข่ายต่างๆ กว่าร้อยคน ได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับนายสุวิทย์ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยสามารถคัดค้านแผนบริหารจัดการของกัมพูชาได้สำเร็จ แต่มีความเห็นต่างออกเป็นสองฝ่าย เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทยกัมพูชา ฉบับวันที่ 14 มิ.ย. 2543 หรือ เอ็มโอยู 2543 ที่ลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศ ขณะนั้น

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายเรื่องนี้ว่า การจัดทำเอ็มโอยูฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการเจรจาตกลงปัญหาเขตแดนระหว่างสองฝ่าย โดยตามข้อหนึ่งของเอ็มโอยูที่ระบุว่า ให้ทั้งสองฝ่ายนำเอกสารหลักฐานตามสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1904 และปี ค.ศ. 1907 มาประกอบการพิจารณาตกลงและพูดคุยกัน ซึ่งในการนำเอกสารหลักฐานต่างๆ นั้นถือว่าเปิดโอกาสไว้อย่างกว้างขวางมาก

ทั้งนี้ แม้จะมีการระบุแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ไว้ และเป็นเหตุให้บางกลุ่ม เชื่อว่าอาจจะทำให้ฝ่ายไทยเสียดินแดนนั้น ความเป็นจริงแผนที่ดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารประกอบการเจรจาหารือเท่านั้น เพราะฝ่ายไทยเองก็เสนอแผนที่ที่ยึดตามสันปันน้ำ ดังนั้น ในท้ายที่สุดต้องเจรจาตกลงกัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เสมอไป

อย่างไรก็ดี หากจะมีการยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้จะต้องเป็นความตกลงพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย และหากจะจัดทำข้อตกลงกันใหม่ก็ต้องเป็นความตกลงของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ขณะนี้เชื่อว่าการเจรจาคงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะความสัมพันธ์ย่ำแย่ การเจรจาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก แม้แต่ไทยกับลาว ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยังใช้เวลากว่า 20 ปีในการเจรจาปักปันเขตแดน และก็ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นภายใน 1 ปีหลังจากนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยกับกัมพูชาจะเจรจาปักปันเขตแดนกันได้

“แต่ถ้าจะมีการเจรจาต้องยึดเอ็มโอยู ปี 2543 เรามั่นใจว่าเอ็มโอยูฉบับนี้มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้นกระทรวงการต่างประเทศคงไม่ทำขึ้นในสมัยนั้น แต่หากจะยกเลิกก็เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย” แหล่งข่าวเปิดเผย

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้แจกเอกสารชี้แจงกรณีเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่ไทยกัมพูชา เมื่อเดือน มิ.ย. 2551 รวมถึงได้ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีใส่ร้ายว่าแถลงการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยเสียเปรียบว่าไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้มีการนำแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ไปใช้พิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2551 เนื่องจากศาลปกครองของไทยมีคำสั่งคุ้มครองไว้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร