posttoday
สถาบันศึกษาขานรับหมอประเวศ ปลุกมหาวิทยาลัยรับใช้ท้องถิ่น

สถาบันศึกษาขานรับหมอประเวศ ปลุกมหาวิทยาลัยรับใช้ท้องถิ่น

03 สิงหาคม 2553

8...วิทยา ปะระมะ

นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ปาฐกถาในหัวข้อ “ร่วมสร้างประเทศไทย : ปฏิบัติการโดยมหาวิทยาลัยเพื่อแก้วิกฤตชาติ” ในเวทีระดมความเห็นเรื่อง “ร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่โดยสถาบันอุดมศึกษา” ว่ามหาวิทยาลัยเป็นขุมพลังทางปัญญาขนาดใหญ่ที่สุด มีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศกว่า 100 แห่ง มีนิสิตเป็นแสนคนตลอดจนนักวิจัยและอาจารย์ต่างๆ อย่างไรก็ตามระบบสถาบันอุดมศึกษากลับแปลกแยกออกจากสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข มองแต่เรื่องการสอนวิชาการ แต่ขาดการเชื่อมโยงกับชุมชน ทำให้มีแต่มุมมองจากข้างในออกไปสู่ข้างนอก

“จุดวิกฤตที่สุดในสังคมปัจจุบัน คือ การขาดความเป็นธรรมในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย มีความเหลื่อมล้ำช่องว่างของสังคมไทยระหว่างคนจนและคนรวยห่างกันถึง 15 เท่า ลูกคนจนตายมากกว่าลูกคนรวยถึง 3 เท่า หรือระบบกฎหมายก็มีอคติกับคนจน เวลาคนจนทำผิดกฎหมายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ขณะที่คนรวยทำผิดกฎหมายแล้วรอด

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณของความรุนแรงจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่มีทางออกเลย นอกจากการปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ และการอาศัยพลังของมหาวิทยาลัยในการร่วมแก้ไขวิกฤตของชาตินั้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องพลิกมุมมองจากมุมมองทางวิชาการมาสู่มุมมองทางสังคม ซึ่งหากมองจากข้างนอกเข้ามาก็จะเห็นเรื่องที่น่าทำอีกมาก” นพ.ประเวศ ระบุ

นพ.ประเวศ เสนอว่า มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการแก้ปัญหาสังคม อยู่ 3 เรื่องคือ 1.การสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรม เพราะทุกวันนี้มีนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยนับแสนคน หากสามารถสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมได้ก็จะช่วยให้เกิดการปฏิบัติที่ดีตามมาในอนาคต

2.การสร้างฐานของชาติให้มั่นคงแข็งแรง โดยเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะท้องถิ่นมีทรัพยากรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศมีอยู่กว่า 100 แห่ง สามารถทำงานร่วมกันแบบ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัดได้เลย และ 3.มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการสังเคราะห์ประเด็นเชิงนโยบาย เพราะเป็นแหล่งรวมปัญญาและมีความเป็นกลาง การกำหนดนโยบายสาธารณะถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบกับทุกองคาพยพของสังคม หากนโยบายสาธารณะไม่ดีคนในสังคมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

“ที่ผ่านมาคนที่กำหนดนโยบายสาธารณะกลับเป็นคนที่ไม่มีความรู้หรือมีประโยชน์ทับซ้อน ส่วนมหาวิทยาลัยไม่มีบทบาทในส่วนนี้เลย ทั้งนี้เพราะที่มหาวิทยาลัยอาจคุ้นเคยกับการสอนวิชาการ แต่หากเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนก็จะเห็นปัญหาและประเด็นสาธารณะมากขึ้น” นพ.ประเวศ กล่าว

นพ.ประเวศ ยังเสนอแนวทางการทำงานร่วมกับท้องถิ่นสำหรับมหาวิทยาลัยอีกหลายประการ เช่น ทำการสำรวจข้อมูลจังหวัดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเข้าใจประเด็นปัญหาในพื้นที่ จากนั้นส่งนักศึกษาไปอยู่กับชาวบ้านเพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมชุมชน การให้นักศึกษาคลุกคลีกับชาวบ้านถือเป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างกัน ต่อไปนักศึกษาเหล่านี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนข้างบนไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง นักวิชาการนักธุรกิจหรือแม้แต่สื่อมวลชนให้เข้าใจคนข้างล่างมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังควรพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยเข้าไปร่วมกับชุมชน ก็จะรู้ว่าควรเชื่อมโยงความรู้เทคโนโลยีกับชุมชนได้อย่างไร รวมทั้งสังเคราะห์ประเด็นนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะเมื่อเข้าไปปฏิบัติจริงก็จะเห็นปัญหาในเชิงนโยบาย การผลิตกำลังคนที่ชุมชนท้องถิ่นต้องการ และมหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดการความรู้ในพื้นที่ด้วย

ขณะที่ผลการระดมความเห็นของตัวแทนมหาวิทยาลัยทั้ง 5 กลุ่ม ก็มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเสนอของ นพ.ประเวศ ในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องของการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยให้ทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น หรือเรื่องของการส่งเสริมให้นักศึกษาลงพื้นที่สัมผัสกับชุมชนและสร้างจิตอาสาและจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคม

นายบุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงข้อเสนอจากกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐว่า มหาวิทยาลัยปรับมุมมองและทัศนคติงานให้เข้าสู่ชุมชนตลอดจนมีบทบาทในการเรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งสร้างจิตสำนึกของบุคลากรในสถาบันให้มีส่วนดูแลชุมชน รู้ร้อนรู้หนาวร่วมกับสังคม หากสังคมทุกข์ คนในรั้วมหาวิทยาลัยก็ควรทุกข์ด้วย กลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐสนับสนุนแนวคิดเรื่อง 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นพันธสัญญาระยะยาวของมหาวิทยาลัยที่มอบให้กับสังคมไทย ไม่ใช่แค่เพียงการมอบให้กับรัฐบาลหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง

นพ.อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงข้อสรุปในส่วนของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐว่า ควรมีการปรับโครงสร้างองค์กรในระดับมหาวิทยาลัยให้มีกลไกสนับสนุนชุมชน เช่น อาจมีสถาบันวิทยาการชุมชนและพัฒนาจังหวัดเป็นหน่วยงานดูแลการทำงานร่วมกับชุมชน ที่สำคัญควรให้ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง คำเรียกว่า 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัยนั้น การเรียกจังหวัดก่อนก็เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืน ว่าชุมชนต้องเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการโครงการต่างๆ โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าไปสนับสนุนหรือให้คำปรึกษาเป็นหลัก

ด้านนางชวนี ทองโรจน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า ในส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สนับสนุนแนวคิดเรื่อง 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด เพราะโดยพื้นฐานของ มรภ. ก็เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงและมีความร่วมมือกับท้องถิ่นอยู่แล้ว เช่นเดียวกับนายยุทธนา หริรักษาพิทักษ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กล่าวถึงข้อเสนอของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยควรสนับสนุนท้องถิ่น โดยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาของชุมชนและจังหวัด

“ทางกลุ่มเสนอว่าควรมีการทำความเข้าใจด้านอาชีพที่มีอยู่ของชุมชนแล้วมอบให้นักศึกษาเสนอโครงการยกระดับอาชีพภายใต้การดูแลของอาจารย์ นอกจากนี้ควรจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอาชีพ (Call Center) เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้สะดวกขึ้น” นายยุทธนา กล่าว

นางมันทนา สานติวัตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงข้อเสนอจากกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเอกชนว่า ต้องปรับทัศนคติของคนไทยและหน่วยงานภาครัฐที่มีต่อสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มองว่าสถาบันการศึกษาเอกชนทำเพื่อกำไร ทัศนคติเช่นนี้ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนค่อนข้างยาก โดยเฉพาะการอุดหนุนจากหน่วยงานภาครัฐ และควรแก้ไขความเหลื่อมล้ำในการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโดยการปรับปรุง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 เพื่อให้มีการสนับสนุนงบประมาณลงถึงมหาวิทยาลัยเอกชนได้โดยตรง

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนแนวคิดในการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับชุมชน หลังจากนี้ขอให้ รมว.ศึกษาธิการ หรือเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการรับรองเป็นมติต่อไป

“จุดที่ท้าทายคือหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมคาดหวังกับมหาวิทยาลัยว่าเป็นองค์กรชนชั้นนำ มีความรู้สูงกว่า ความพร้อมมากกว่า จึงกลายเป็นช่องว่างระหว่างอุดมศึกษากับสังคม ซึ่งข้อเสนอเรื่อง 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ทำได้แน่ เพราะปัจจุบันมีจำนวนมหาวิทยาลัยมากพอที่จะทำ 1 จังหวัด 2 มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนถึงความรับผิดชอบว่ามหาวิทยาลัยที่จะรับผิดชอบพื้นที่ควรใกล้ชิดกับชุมชน ส่วนมหาวิทยาลัยส่วนกลางควรเป็นแม่ข่ายของกลุ่มจังหวัด การทำงานจะสมบูรณ์ขึ้น” นายกฯ ระบุ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตั้งความหวังว่าการปฏิรูปจะทำให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและแสดงออกซึ่งจิตอาสา ที่สำคัญคือคาดหวังการสร้างทักษะในการประเมินข้อมูล เพราะปัญหาความขัดแย้งในสังคมทุกวันนี้ เกิดจากคนในสังคมขาดทักษะดังกล่าว เมื่อมีข้อมูลหลายชุดผู้รับไม่สามารถวิเคราะห์ได้ กลายเป็นถูกบีบให้เลือกชุดใดชุดหนึ่งแล้วนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร