
สตาร์ทอัพเปลี่ยนโลก พลิกการอ่านคนไทย
ในโอกาสใกล้วันจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ
โดย...พรพรต
ในโอกาสใกล้วันจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 14 โดยปีนี้จะจัดวันที่ 29 มี.ค.-10 เม.ย. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คอลัมน์คิดคนละวันฉบับนี้ เลยขอเสนอความคิดเกี่ยวกับการอ่านของคนไทย ซึ่งบรรดาหนอนหนังสือที่ไปเดินในงานนี้ ส่วนใหญ่จะหาซื้อหนังสือที่ต้องการอ่านว่าลดราคาโดนใจขนาดไหน ปีนี้จะลดมากถึง 70-80% ยั่วใจถึงขนาดให้ควักกระเป๋าซื้อหรือยัง นอกจากบางคนอาจต้องการไปหาซื้อหนังสือที่เปิดตัวใหม่ หรือหนังสืออยากอ่านที่หาซื้อตามร้านทั่วไปไม่ได้แล้ว
ด้วยปัจจัยที่ราคาหนังสือที่สูงมีส่วนสำคัญ ให้การตัดสินใจซื้อหนังสือดีๆ มาอ่านช้าลง แทนที่ความรู้ วิทยาการใหม่ๆ ที่คนไทยจะได้รับจะรวดเร็วไม่แพ้ชาติอื่น และเปิดโอกาสให้คนไทยได้เปิดหูเปิดตาสู่โลกกว้างผ่านตัวหนังสือ กรณีนี้เลยอยากจะฝากบรรดาสตาร์ทอัพ ซึ่งมีแนวคิดในการนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนโลกทั้งหลาย ให้หาทางมาเปลี่ยนคนไทย เพิ่มสถิติการอ่านหนังสือให้มากขึ้น
หลังจากที่คนไทยเคยโดนเหยียดหยามว่าอ่านหนังสือเฉลี่ยคนละ 8 บรรทัดต่อปี ในการสำรวจเมื่อปี 2554 ถัดจากนั้นอีก 2 ปี สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรปี 2556 พบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงานเฉลี่ย 37 นาที/วัน หรืออ่านหนังสือกว่าครึ่งชั่วโมงต่อวัน เมื่อคิดออกมาเป็นปี 365 วัน คนไทยจะใช้เวลาอ่านหนังสือปีละกว่า 225 ชั่วโมง หรือคิดออกมาใน 1 ปี คนไทยจะอ่านหนังสือ 9.37 วัน ซึ่งจากเวลาที่ใช้อ่านใน 1 ปี คนไทยก็น่าจะอ่านหนังสือคนละกว่า 10 เล่มขึ้นไป
จากการสำรวจบอกว่า ประเภทหนังสือที่คนอ่านมากที่สุดคือ หนังสือพิมพ์ 73.7% รองลงมาคือ วารสาร หนังสือที่ให้ความรู้ นิตยสาร หนังสือเกี่ยวกับศาสนา นวนิยาย การ์ตูน หนังสืออ่านเล่น และแบบเรียนตามหลักสูตร ทั้งนี้ การอ่านหนังสือตามการสำรวจครั้งนี้ หมายถึงการอ่านหนังสือทุกประเภทนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน รวมการอ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ยกเว้น SMS หรือ E-mail
เมื่อพิจารณาไปในการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าการอ่านผ่านอุปกรณ์แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนจากการสำรวจครั้งนี้ยังมีปริมาณน้อย แต่อัตราโตที่มากถึง 6 เท่าตัว จาก 0.3% เป็น 1.8% เทียบกับการสำรวจครั้งก่อน (พ.ศ. 2554) นั้นมีนัยสำคัญ หากอัตราการเพิ่มยังคงความเร็วในสปีดดังกล่าว นั่นหมายความว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีผู้อ่านผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่เพิ่มเป็น 10.8% หรือมากกว่า 5 ล้านคน
ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากการอ่านจากอินเทอร์เน็ต หมายถึงการอ่านผ่านคอมพิวเตอร์พีซี แสดงว่ามีผู้อ่านผ่านจอเพิ่มจากการสำรวจครั้งก่อนประมาณ 2.5 เท่า ขณะที่การอ่านจากหนังสือหรือกระดาษลดลงเพียงเล็กน้อย 0.1% ชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์ไอทีส่งผลกระทบต่อการอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษเล็กน้อย ตัวเลขนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า การอ่านมีแนวโน้มที่คนจะอ่านผ่านช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งที่เป็นหนังสือกระดาษ อุปกรณ์ไอที และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
คราวนี้มาดูพฤติกรรมการซื้อหนังสือ ผลสำรวจระบุว่า คนไทยซื้อหนังสือเฉลี่ยปีละ 4 เล่ม กลุ่มที่ซื้อหนังสือมากที่สุดจะมีอายุน้อยกว่า 20 ปี ซื้อเฉลี่ยปีละ 9 เล่ม รองลงมาอายุระหว่าง 21-30 ปี ซื้อเฉลี่ยปีละ 6 เล่ม และค่อยๆ ลดจำนวนลงในคนที่มีอายุมากขึ้น จนกระทั่งคนที่มีอายุมากกว่า 61 ปีขึ้นไป จะกลับมาซื้อเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 4 เล่ม/ปี ซึ่งในจำนวนหนังสือที่เด็กไทยอ่านปีละ 9 เล่ม แบ่งเป็นหนังสือการ์ตูน นิยายภาพ 4-5 เล่ม และอีก 3-4 เล่ม เป็นคู่มือเตรียมสอบ
ขณะที่แบ่งตามสถานภาพ หากเป็นคนโสดมีแนวโน้มซื้อนวนิยายทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า แต่คนที่แต่งงานแล้วมีแนวโน้มจะซื้อหนังสือสุขภาพ อาหาร ธรรมะ และศาสนามากขึ้น คนโสดเต็มใจในการซื้อหนังสือสูงกว่าคนที่แต่งงานแล้ว 42 บาท ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายในการขายหนังสือ คือผู้ที่โสดและรายได้สูง
ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การแชร์ต่อจากโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มีสัดส่วนการทำให้ทราบข่าวสูงถึง 24.2% สำหรับอี-บุ๊ก ตลาดยังเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดหนังสือกระดาษในไทย แต่อินเทอร์เน็ตกลับส่งผลกระทบต่อการอ่านอย่างสูง เพราะ 2 ใน 5 ยอมรับว่าการใช้อินเทอร์เน็ตมีผลให้อ่านหนังสือเล่มน้อยลง ซึ่งคนไทยกว่า 71% ใช้อินเทอร์เน็ตและใช้เกือบทุกวัน และคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากกว่าอ่านหนังสือถึง 4.5 เท่า
จากแนวโน้มดังกล่าว หากบรรดาสตาร์ทอัพคิดรูปแบบแก้ปัญหาหนังสือใหม่ หนังสือแปล ราคาแพง ลดเหลื่อมล้ำให้คนเข้าถึงการอ่านหนังสือดีราคาถูกได้เร็ว เชื่อแน่ว่าถ้ามีการสำรวจในอีก 2 ปี ที่บอกว่าจะอ่านหนังสือผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็น 5 ล้านคน ฟันธงว่าคงต้องเพิ่มมากกว่านี้แน่ เมื่อเป็นเช่นนี้คนไทยจะได้ทำสถิติใหม่ ไม่ได้อ่านหนังสือแค่ปีละกว่า 9 เล่มอีกต่อไป







