
สัมพันธ์จีนขม ดันญี่ปุ่นยึดที่มั่นอาเซียน
ย่างเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของไตรมาสแรก หลายสิ่งดูจะไม่เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ย่างเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของไตรมาสแรก หลายสิ่งดูจะไม่เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่าง “จีน” ทั้งเรื่องเศรษฐกิจในบ้าน และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านรอบข้าง
ก่อนหน้านี้เคยมีการคาดหมายกันไว้ว่า แม้ปัญหาในทะเลจีนใต้น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งมาจากการยื่นมือของสหรัฐ ทว่าจีนก็จะใช้ความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจเป็นตัว
นำความสัมพันธ์ บนนโยบายเส้นทางสายใหม่ (One Belt One Road) เชื่อมโลกทั้งทางบกและทางทะเล โดยมีธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) เป็นกลไกการเงินสนับสนุนที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตลาดทุนที่ผันผวนเกินคาด ตัวเลขการผลิตและการค้าต่างประเทศที่ย่ำแย่หนักสุดในรอบหลายเดือน รวมถึงปัญหาในทะเลจีนใต้ที่ระอุขึ้น ส่งผลให้โมเมนตัมของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังยุคการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ต้องสะดุดลงไปไม่น้อย
ช่วงจังหวะนี้เองที่ทำให้อาเซียนต้องหันหน้าเข้าหามิตรเก่าที่ต้องการกลับเข้ามาปักหมุดซ้ำในภูมิภาคนี้อีกครั้ง (Pivot to Asia) ซึ่งไม่ได้มีแค่สหรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ดั้งเดิมอย่าง “ญี่ปุ่น” ที่ต้องการขยายอิทธิพลในอาเซียนเพิ่มขึ้นด้วย
เพราะแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตลาดเดิมที่เป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ด้านอุตสาหกรรมการผลิตในอาเซียน และเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 รองจากจีน ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างหนักจากจีน ที่ขยับจากการค้าไปสู่การแข่งขันลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความพยายามก้าวขึ้นมาแข่งขันในด้านเทคโนโลยี
อาเซียนเองนั้นเป็นจังหวะที่อ้าแขนรับพันธมิตรทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างน่าจับตาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จากผลพวงของปัญหาข้อพิพาทอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้
จากเดิมที่หลายประเทศในวงพิพาทพยายามลากให้มหาอำนาจนอกกลุ่มมาร่วมแก้ปัญหาทะเลจีนใต้เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ปัจจุบันยังพบว่าหลายประเทศเหล่านี้ขยายความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจกับมิตรหน้าเก่าและหน้าใหม่มากขึ้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งจะเปิดแผนเมกะโปรเจกต์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทิ้งทวน 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) โดยมีสหรัฐและญี่ปุ่นที่พยายามเจาะตลาดนี้ ซึ่งญี่ปุ่นนั้นเพิ่งจะได้การลงทุนรถไฟในฟิลิปปินส์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะที่เวียดนามซึ่งเพิ่งฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐเต็มรูปแบบในเวลาไม่ถึง 10 ปี ก็กำลังเนื้อหอมดึงดูดการลงทุนจากทุกชาติโดยเฉพาะสหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)
นอกจากนี้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงทั้งในด้านการส่งออก-นำเข้า และการลงทุน และยังมีแนวโน้มจะเติบโตช้าลงต่อไปภายใต้แผนการปฏิรูประยะยาวนั้น ก็ยังกดดันให้อาเซียนต้องเร่งมองหาตลาดและการลงทุนอื่นๆ มากขึ้น หลังจากที่เน้นพึ่งพาจีนอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้ ขณะเดียวกันอาเซียนก็ยังได้ประโยชน์ในข้อเสนอที่ดีที่สุดจากการแข่งขันดังกล่าว เช่น กรณีที่อินโดนีเซียเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมกรุงจาการ์ตา-บันดุง จากจีนไปในที่สุด ทั้งที่มีการเจรจากับญี่ปุ่นมานานก่อนหน้านี้แล้ว
เจมส์ ดี เจ บราวน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเทมเพิล ในกรุงโตเกียว ให้มุมมองกับดอยช์ เวลล์ ไว้ก่อนหน้าว่า ญี่ปุ่นปรับแผนกลับมาปักหมุดย้ำในอาเซียนอีกครั้ง หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองในเดือน ธ.ค. 2012 ซึ่งอาเบะเลือกที่จะประเดิมเยือนประเทศในอาเซียนเป็นแห่งแรกในแผนการเดินทางเยือนต่างประเทศ
ทั้งนี้ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นสั่นคลอนหนักจากการกระทบกระทั่งบุกเผาและทำลายธุรกิจของญี่ปุ่นในจีนครั้งใหญ่ ส่งผล
กระทบต่อความเชื่อมั่นของญี่ปุ่นต่อการลงทุนในจีน
ขณะเดียวกัน จีนเองก็ยังประสบกับภาวะต้นทุนค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อบริษัทต่างชาติหลายแห่งซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ในภาวะไร้ทางเลือกจากปัญหาสังคมผู้สูงวัยในบ้านจนไม่มีแรงงานให้ใช้ด้วย และจำเป็นต้องมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำนอกบ้านแทน
เมื่อจีนเริ่มตอบโจทย์ได้ลดลง ฐานการผลิตเดิมที่คุ้นเคยอย่างอาเซียน จึงถูกโฟกัสใหม่แทน โดยมีปัจจัยดึงดูดเพิ่มขึ้นจากการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจในอาเซียน ซึ่งแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางใน 10 ประเทศที่มีประชากร 620 ล้านคน ถือเป็นตลาดชั้นดีที่พอจะช่วยลดแรงกระแทกจากปัญหาเศรษฐกิจจีนในยุคปฏิรูปได้บ้าง
นอกจากนี้ การเติบโตของอาเซียนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ก็ยังเหมาะแก่การเป็นฐานการผลิตใหม่ที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตดั้งเดิมในไทย และสามารถขยายโลจิสติกส์เส้นทางขนส่งทางทะเลได้ทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกด้วย นำโดย 3 โครงการริเริ่ม คือ 1.ระเบียงเศรษฐกิจอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ 2.ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ เซาเทิร์น อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ โดยมีเมียนมาและเวียดนามเป็นตัวแปรที่สำคัญของโลจิสติกส์ภาคพื้น และ 3.ระเบียงเศรษฐกิจทางทะเล หรือมาริไทม์ อาเซียน อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ ที่เชื่อมประเทศหมู่เกาะของอาเซียน
แม้ว่าการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ของญี่ปุ่นในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจะยังน้อยอยู่มากเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่าในอาเซียน หรือไม่ถึง 1.5% ของเอฟดีไอญี่ปุ่นในปี 2015 ทว่าก็มีทิศทางขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากตัวเลขประเมินเบื้องต้นขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ระบุว่า เอฟดีไอญี่ปุ่นในเมียนมาอยู่ที่ราว 510 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.78 หมื่นล้านบาท) กัมพูชา 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.44 หมื่นล้านบาท) ลาว 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) ส่วนเวียดนามมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 3 เท่า ระหว่างปี 2010-2014 อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท)
คริสเตน กุนเนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทที่ปรึกษา แวนเทจ พอยท์ เอเชีย มองว่า ทั้งผลพวงจากปัญหาด้านความมั่นคงทางทะเล และแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ญี่ปุ่นใช้ทั้งแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจทางการทหาร เพิ่มอิทธิพลในอาเซียนตลอดอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะในแง่ของการลงทุนโดยตรง และการให้ความ
ช่วยเหลือด้านการพัฒนา
เพราะภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเชื่อมโยงเป็นตลาดร่วมที่น่าดึงดูดมากขึ้นภายใต้กรอบเออีซี เป็นทั้งสมรภูมิเศรษฐกิจและความมั่นคงที่จะเสียไปไม่ได้สำหรับฐานะมหาอำนาจเอเชียในอนาคตนี้







