
กองทุนคุ้มครอง เงินฝาก (5)
โดย...อิสร์กุล อุณหเกตุ
โดย...อิสร์กุล อุณหเกตุ
หากคำนวณยอดเงินที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่อัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน (ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่สามารถเรียกเก็บได้ตามพระราชบัญญัติ) สถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประมาณปีละ 3.76 หมื่นล้านบาท
แต่หากคำนวณที่อัตราร้อยละ 0.47 ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน (ซึ่งเป็นอัตราที่เรียกเก็บจากสถาบันการเงินเอกชนตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555) สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประมาณปีละ 1.77 หมื่นล้านบาท
หากพิจารณาแยกตามสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละรายแล้วจะพบว่า เงินรับฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเงินรับฝากของธนาคารออมสิน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นจำนวนเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะมาจากธนาคารออมสินประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท หรือเท่ากับจำนวนเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เหลืออีกทั้ง 3 สถาบันรวมกัน
หากคำนวณเงินรับฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจโดยใช้อัตราการเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 10 ต่อปี จำนวนเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 เป็นกว่า 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 ซึ่งจะทำให้กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีขนาดเท่ากับประมาณ 3.3 แสนล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
6.2 การลดลงของเงินนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินทุกปี โดยในปี 2556 สถาบันการเงินเฉพาะกิจนำส่งเงินเข้าคลังรวมประมาณ 1.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่นำส่งเงินเข้าคลังสูงสุด คือ ธนาคารออมสิน และ ธอส. ซึ่งนำส่งเงินเข้าคลังประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และ 3,000 ล้านบาท ตามลำดับ







