
“พท.” จี้ รัฐยึดมติมส.ตั้งพระสังฆราช
เพื่อไทยจี้ รัฐบาลยึดมติมส. ตั้งสังฆราช เพื่อ สร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวพุทธ
เพื่อไทยจี้ รัฐบาลยึดมติมส. ตั้งสังฆราช เพื่อ สร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวพุทธ
วันที่ 5 มี.ค. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติว่า มหาเถรสมาคม (มส.) เสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชผิดขั้นตอน ว่า ตนเข้าใจว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล จึงเป็นความรู้ใหม่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถทำหน้าที่วินิจฉัยกฎหมายและตีความกฎหมายได้ด้วย ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะรับฟังหรือไม่ ซึ่งการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชมาเปรียบเทียบเหมือนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้มีหน้าที่นำความขึ้นกราบบังคมทูลไม่อาจประวิงเวลาได้ ซึ่งตนทราบมาว่า ในการประชุม มส.เมื่อวันที่ 5 ม.ค.59 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เป็นการประชุมของพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่สองนิกาย คือ มหานิกาย และธรรมยุติ โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเป็นประธานที่ประชุม เมื่อถึงวาระการพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ปรากฎว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ออกจากห้องประชุมเนื่องจากมีส่วนได้เสีย ผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน คือ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ และผู้ที่เสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเป็นสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ เช่นเดียวกับผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมผลการลงมติที่ประชุมเลือกสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ 17 ต่อ 0
นายชวลิต กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าที่ประชุม มส.ประกอบด้วยพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุติ ต่างเข้าใจประเพณีปฏิบัติเข้าใจและรักษากฎหมายคณะสงฆ์ ทั้งยังปรองดอง สามัคคี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกันเป็นอย่างดี จนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในฝ่ายคณะสงฆ์ซึ่งอาศัยองค์กรมหาเถรสมาคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นวัตรปฏิบัติที่งดงามยิ่ง ดังนั้น เราซึ่งเป็นฆราวาส เป็นชาวพุทธ ควรดูเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะรัฐบาลควรเป็นตัวอย่างในการดำเนินการตามกฎหมายคณะสงฆ์ และสร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวพุทธ การจะมีผู้ที่มีความเห็นแตกต่างบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ระหว่างองค์กรตามกฎหมายคณะสงฆ์ คือ มส. (ศาสนจักร) และรัฐบาล (อาณาจักร) ควรร่วมมือเกื้อกูลกันให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ดังที่เป็นมาแต่อดีตกาล
นายชวลิต กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ฟัง ไม่เชื่อมั่นในมติ มส.ซึ่งประกอบด้วยพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองนิกายดังกล่าวข้างต้น แต่ไปฟัง นายไพบูลย์ นิติตะวัน และพวก ซึ่งผ่านเวทีทางโลกมาหลายเวทีอย่างโชกโชน ก็คาดการณ์ไม่ถูกว่า บ้านเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนี้ยุติลงด้วยดี โดยยึดหลักกฎหมายและประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านานเป็นสำคัญ







