
อาหารจานนี้ชื่อว่า ‘รัฐธรรมนูญ’
วันนี้ผู้เขียนจะถอยตัวเองออกมาเป็นคนดูข้างเวที ลองเหลียวมองไปรอบๆ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
วันนี้ผู้เขียนจะถอยตัวเองออกมาเป็นคนดูข้างเวที ลองเหลียวมองไปรอบๆ ว่า ผู้คนที่สนใจร่างรัฐธรรมนูญ 2559 มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ที่มีอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน แน่นอน รัฐธรรมนูญทุกฉบับย่อมไม่มีใครเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ และย่อมไม่มีใครคัดค้านร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การเห็นด้วยและการคัดค้านต้องมีเหตุผล ที่สำคัญควรอ่านให้จบทั้งเล่ม เพราะเหตุและผลโยงใยกันหมด คนที่วิจารณ์หากไม่อ่านให้หมดก็ยากที่จะเข้าใจถึงเจตนาของคณะผู้ร่าง และทำให้ตกหล่นสาระสำคัญไปได้
กรธ.มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ คือ (1) ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 (2) ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นว่า มีเหตุผลอย่างไรในการร่างแต่ละหมวด แต่ละมาตรา หากมีคนไม่เข้าใจ (3) รับฟังความคิดเห็น เสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ อย่างไร เวลานี้ กรธ.กำลังทำหน้าที่ทั้งสามอย่างขะมักเขม้นเท่าที่พอมีกำลังความสามารถ ไม่ใช่ว่าร่างเสร็จแล้วก็เสร็จกันไป ยังมีเรื่องปวดหัวรออยู่ข้างหน้าอีกกว่าจะจบภารกิจในปลายเดือน มี.ค. 2559
ผู้เขียนมานั่งคิดว่า ทำอย่างไรจะอธิบายแบบง่ายๆ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหา สาระสำคัญให้คนทั่วไปได้เข้าใจอย่างง่ายๆ เพราะอะไรที่ฟังยาก คนไม่อยากฟัง พูดหรือเขียนมากเกินไป คนก็ไม่ฟัง ไม่อ่าน เนื่องจากเขามีภารกิจเฉพาะหน้าต้องคิดถึงอยู่แล้ว เพื่อนคนหนึ่งแนะว่า ให้ผู้เขียนลองเปรียบเทียบ กรธ.เหมือนกับพ่อครัวทำอาหาร 21 คนที่มีความรู้ความสามารถคนละอย่าง บางคนก็หลายอย่าง โดยมีอาจารย์มีชัยเป็นหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ ที่จะปรุงอาหารให้กับคนไทยกิน ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าคนกินนั้นเป็นอย่างไร เพราะเวลานี้ประเทศไทยเหมือนคนป่วย ไม่ใช่คนปกติที่แข็งแรง ดังนั้นการปรุงอาหารนอกจากให้อร่อยถูกปากแล้ว ยังต้องมีประโยชน์สำหรับคนป่วย เป็นอาหารที่ฟื้นฟูสุขภาพของคนป่วย พ่อครัวทุกคนสุมหัวกันคิดว่าจะปรุงอาหารชนิดใด สูตรใด ที่จะถูกปากคนกิน ขณะเดียวกันกินแล้วได้ประโยชน์กับสุขภาพ เป็นการฟื้นฟูสมรรถนะของคนป่วยที่ชื่อว่านายประเทศไทยด้วย
เวลานี้คณะพ่อครัวภายใต้เชฟใหญ่ อาจารย์มีชัยได้ปรุงอาหารจานที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดฝาชีให้คนได้ดู ได้สูดกลิ่น ก่อนลงมือชิม คนไทยคาดหวังอาหารจานนี้แตกต่างกันไป บางคนยกนิ้วโป้งให้ เพราะได้กลิ่นหอมฉุยจากกลิ่นพริกไทย กระเทียมเจียว หากได้กินสักคำคงอร่อยดี แต่บางคนอาจส่ายหน้าไม่ถูกใจ บางคนคิดว่า ได้แค่นี้ก็พอแล้ว แม้กลิ่นหอมน้อย แต่มีประโยชน์กับสุขภาพ จำเป็นสำหรับประเทศไทยซึ่งเปรียบเหมือนยังเป็นคนป่วยอยู่
เป็นของธรรมดา ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในไทยที่ดีทั้งหมด หรือเลวทั้งหมด ไม่มีคนเชียร์ทั้งหมด และไม่มีคนค้านทั้งหมด มีคนชมบ้าง ติบ้าง ก่อนปรุงก็ต้องฟังเสียงคนกินว่าอยากได้อาหารหน้าตาเป็นอย่างไร รสชาติแบบไหน พอปรุงเสร็จแล้ว ก็ต้องฟังเสียงชม เสียงติติงว่ารสชาติเป็นอย่างไร เปรี้ยวหวานมันเค็มพอดีไหม อยากให้ลดอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป พ่อครัวก็ต้องชี้แจงให้คนชิมเข้าใจว่า ที่ต้องปรุงอย่างนี้ ใส่เครื่องแกงอย่างนี้ ด้วยเหตุผลอะไร พ่อครัวต้องฟังเสียงชมมีอะไรบ้าง มีเสียงติอะไรบ้าง เสียงชมก็ขอบคุณ ส่วนเสียงติก็รับไปพิจารณา ถ้าเป็นเสียงติเพื่อก่อ ติโดยบริสุทธิ์ใจ ก็รับฟัง เอาไปเติมน้ำปลานิด บีบมะนาวเพิ่มหน่อย เพื่อให้รสกลมกล่อมขึ้น แต่ต้องไม่เสียหลักการที่วางไว้
หากเป็นการติแบบมีอคติ แบบตั้งใจมาแล้วว่า ไม่ว่าพ่อครัวชุดนี้จะปรุงอาหารดีเลิศอร่อยปานใด ยังไม่ทันชิมก็ติไว้ก่อน พอชิมเข้าไป แม้คนอื่นบอกว่ากำลังพอดี พวกนี้กลับบอกว่าไม่อร่อย ต้องคว่ำจาน ปรุงกันใหม่ อย่างที่พรรคการเมืองหนึ่งพยายามทำอยู่ ไม่ใช่เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่จงใจบิดเบือน โกหก พ่อครัวมีหน้าที่ชี้แจงว่า ที่คุณว่ามานั้น ข้อเท็จจริงคืออย่างนี้ และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจด้วย ไม่ตกเป็นเหยื่อการโกหกหลอกลวง
ผู้เขียนมีโอกาสได้สนทนากับพรรคพวกเพื่อนฝูงกลุ่มหนึ่งที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาโดยตลอด ซึ่งมีแนวคิดคล้ายๆ กัน พวกเขามองว่า เวลานี้ประเทศไทยเปรียบเหมือนกับคนป่วย หมอกำลังรักษาคนป่วยนี้อยู่ ขอให้คนป่วยงดของแสลงก่อน และกินยาตามที่หมอให้ เมื่อคนป่วยหายไข้แล้ว ยังต้องใช้เวลาในการ “ฟื้นฟูสุขภาพ” อีกระยะหนึ่งเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเช่นเดิมระยะฟื้นฟูสุขภาพนี้ หมอก็ต้องดูแลคนไข้เป็นพิเศษ จะให้คนไข้ออกกำลังกายเต็มที่เหมือนคนธรรมดาไม่ได้ ต้องค่อยๆ ออกกำลังกายทีละนิด ให้ร่างกายค่อยๆ สร้างพลัง สร้างภูมิคุ้มกันไปทีละน้อย ค่อยๆ ทำไปเพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงดังเก่า หลังจากนั้นเมื่อสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนอื่น หมอไม่ห้าม อยากจะทำอะไรก็ได้ อยากจะกินอะไรก็ได้
ช่วงฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงนี้ เป็น “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางการเมือง ค่อยๆ สร้างประเทศให้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยสากล การเลือกตั้งต้องมีขึ้นในปี 2560 ตามโรดแมปที่วางไว้ แต่จำเป็นต้องมีช่วงเวลาให้การเมืองหลังเลือกตั้งมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความวุ่นวายจนกลับไปสู่สถานการณ์ก่อน 22 พ.ค. 2557 ที่ไทยแทบจะเป็น “รัฐล้มเหลว” นี่เป็นข้อเสนอหนึ่งของรัฐบาล ที่อยากให้มีในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน กรธ.จะสนองตอบหรือไม่อย่างไร ไม่ทราบ
คนบางส่วนเห็นด้วย อีกบางส่วนไม่เห็นด้วย โดยกล่าวหาว่าเป็นแผนของทหารอยากมีอำนาจต่อ สุดท้ายประชาชนต้องเป็นคนตัดสิน
เราต้องยอมรับว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหามากมาย โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลประโยชน์ของชาติถูกนักการเมืองแบ่งปันไปเป็นผลประโยชน์ของตน คนไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายตามการยุแหย่ของนักการเมือง ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนป่วย หมอกำลังรักษาให้หายป่วย เมื่อหายแล้วก็ต้องมีระยะพักฟื้น เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบอย่างหนึ่งก็เหมือนกับอาหารเสริมสุขภาพ ช่วยให้คนป่วยหายป่วยเร็วขึ้น และไม่กลับไปป่วยอีก
ประชาชนไม่อยากให้ความสุขที่มีอยู่ในเวลานี้ต้องมลายหายไปหลังการเลือกตั้ง
ผู้เขียนเขียนเรื่่องนี้ไม่เกี่ยวกับ กรธ.แต่อย่างใด เพียงแต่พยายามถ่ายทอดความเห็นของเพื่อนๆ กลุ่มหนึ่งที่สนใจปัญหาบ้านเมือง และติดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตลอดมา เพราะเขาก็เป็นสมาชิกของบ้านนี้เมืองนี้ที่ชื่อว่า “ประเทศไทย”







