"ทักษิณ" จุดพลุเจรจา "ได้ไม่คุ้มเสีย"
ไร้เสียงตอบรับ สำหรับเส้นทางการเจรจา ทักษิณ ชินวัตร จุดประเด็นออกมาหยั่งกระแสสังคม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไร้เสียงตอบรับ สำหรับเส้นทางการเจรจา ทักษิณ ชินวัตร จุดประเด็นออกมาหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก
ผลลัพธ์ที่ปรากฏตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวของทักษิณรอบนี้มีแต่เสียกับเสีย แถมยังสะเทือนไปถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจเก่าที่จะต้องถูกเพ่งเล็งและขยับได้ยากลำบากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่า “บารมี” ของทักษิณในวันนี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลจาก คสช.แล้ว การปลุกกระแสรอบนี้ยังดูไม่เปรี้ยงปร้าง บรรดากองเชียร์และพรรคพวกยังไม่ออกมาช่วยรับลูกเร่งกระแสอย่างเคย เหลือแต่เพียงขาประจำที่ช่วยจุดประเด็นการเจรจา
แน่นอนว่า ด้วยสถานะของนักโทษที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่นอกประเทศนานนับ 7 ปี คงยากที่ คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะยอมเปลืองตัวไปเจรจาด้วย
ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเจรจารอบนี้ ถูกมองว่ามีเรื่องของการ “ต่อรอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความของทักษิณและพรรคพวก ที่จะแลกกับเสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่สร้างความปั่นป่วนช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560
ทำให้ คสช.จำเป็นต้องตัดตอน “กระแสฮั้ว” ไม่ให้ลุกลามจนจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อถือของ คสช. จนจะกระทบต่อไปถึงสิ่งต่างๆ ที่ คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ทำมาต้องพังทลายลงไปด้วย
ไม่แปลกที่ฝั่ง คสช.จะตบเท้ากันออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจา ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
แถมย้อนกลับด้วยการถล่มทำลายความน่าเชื่อถือของทักษิณแบบยับเยิน โดยเฉพาะสถานะนักโทษหนีคดี ที่ไม่เหลือเครดิตจะมาเจรจา ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งจากทักษิณหากกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไปที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล
“หากอดีตนายกฯ ยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น”
ไม่เพียงแค่กระแสเจรจาจะจุดไม่ติดแล้ว ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของทักษิณยังเป็นการเรียกแขกให้บรรดาฝักฝ่ายต่างๆ ประสานกันกลับมารุมถล่มตัวเองแบบคาดไม่ถึง
จากที่เวลานี้หลายฝ่ายกำลังรุมกินโต๊ะวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีจุดอ่อนหลายแง่หลายมุม ตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไป เรื่องระบบเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต และอีกหลายเรื่อง
แต่ทันทีที่ทักษิณปรากฏตัว ดูแต่ละฝักฝ่ายที่เคยประสานเสียงถล่มรัฐธรรมนูญ จะหันมาถล่มการเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างพร้อมเพรียง
นอกจากจะทำให้ตัวเองต้องสะบักสะบอมหนักขึ้นแล้ว อีกด้านยังกลายเป็นการยื่นมือไปช่วย คสช.และ กรธ.ไม่ให้ถูกถล่มจากเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ดังจะเห็นว่า ทั้งประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ กปปส. กลุ่มภาคประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางแง่บางมุม ต่างพักยกและหันมาถล่มเป้าใหม่และเป้าใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ
ยิ่งดูทิศทางลมแล้ว จะเห็นว่าพรรคพวกหรือกองเชียร์ก็ไม่ได้ออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายเหมือนในช่วงเรืองอำนาจที่ผ่านมา แถมยังเป็นการโดดเดี่ยวเพื่อไทยและเสื้อแดงที่จะออกมาเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่งด้วย
ทั้งหมดเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทักษิณ และน่าเป็นห่วงตรงที่เมื่อรู้ว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้ผิดพลาด ทักษิณยังพยายามดิ้นต่อไป ด้วยการเปิดหน้าชน ถล่มรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบเหมือนกับกำลังเขียนกันในเกาหลีเหนือ กระทบไปถึง คสช.
“ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้จะทำให้พวกเขาสนุกกับอำนาจได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนของเขา ไม่มีทางที่จะอยู่ได้นาน”
“เขาไม่พูดกับผม เพราะหาว่าผมมีคดี แต่ความจริงการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า” อดีตนายกฯ ระบุ
การเปิดศึกรอบใหม่ของทักษิณ โดยไม่ต้องสงวนไมตรีรอบนี้จึงยิ่งทำให้ตัวเองเสียหาย แถมยังเติมเชื้อความขัดแย้งที่ทำให้การปรองดองเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว
อีกด้านยังกระทบไปถึงพรรคพวกที่รอจังหวะเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องต่อต้านรัฐประหาร เพราะการเปิดหน้าขยับในช่วงเวลานับจากนี้ ย่อมถูกกังขาว่าเป็นไปเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของทักษิณหรือไม่ และนั่นย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวนับจากนี้อ่อนแรงลงตามไปด้วย
การขยับครั้งนี้จึงถือเป็นหมากที่ผิดพลาดของทักษิณ และส่งผลกระทบไปทั้งกระดาน


