posttoday
ปั้นเอสเอ็มอีเกิดใหม่ ติดหล่มแบงก์เมินให้กู้

ปั้นเอสเอ็มอีเกิดใหม่ ติดหล่มแบงก์เมินให้กู้

25 มกราคม 2559

ดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกิดใหม่มากขึ้น หลังจากที่พบว่าการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกือบทั้งหมด เป็นการปล่อยให้กับลูกค้าเก่าที่มีฐานะการดำเนินงานดีเท่านั้น ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลอีกครั้งที่จะผ่าทางตันให้เอสเอ็มอีเกิดใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน

ดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ขอให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกิดใหม่มากขึ้น หลังจากที่พบว่าการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกือบทั้งหมด เป็นการปล่อยให้กับลูกค้าเก่าที่มีฐานะการดำเนินงานดีเท่านั้น ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลอีกครั้งที่จะผ่าทางตันให้เอสเอ็มอีเกิดใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลำพังเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี การปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจชะลอตัวมาก ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมีสูง การปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่จึงเป็นเรื่องที่แทบจะถูกปิดประตู

นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดเรื่องให้กู้แก่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ มีการกำหนดเงื่อนไขให้กู้ว่าอย่างน้อยต้องจดทะเบียนมา 2 ปี มีกำไรติดต่อกัน 2 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้ประกอบการมีการดำเนินงานจริง และมีความแข็งแรงระดับหนึ่ง ทำให้ปิดโอกาสเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่ในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่ออย่างสิ้นเชิง

หากดูตัวเลขผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวอ้างอยู่บ่อยๆ พบว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 2.7 ล้านรายในประเทศไทย คิดเป็น 80-90% ของผู้ประกอบการทั้งหมดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอยู่ในขณะนี้

แต่ถ้าพิเคราะห์ตัวเลขจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์และยื่นเสียภาษีกับกรมสรรพากร พบว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่เพียง 3-4 แสนรายเท่านั้น เท่ากับว่ามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่นอกระบบทะเบียนของกระทรวงพาณิชย์และระบบภาษีของ
กรมสรรพากรกว่า 2 ล้านราย เท่ากับว่าโอกาสที่ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินเป็นไปได้ยากมากหรือแทบไม่ได้เลย

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากการดำเนินมาตรการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ให้ธนาคารออมสินปล่อยให้กับธนาคารพาณิชย์นำปล่อยกู้ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ก็กลายเป็นมาตรการช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่เสียมากกว่า เพราะปล่อยกู้หมดภายใน 2-3 เดือน แสดงว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับลูกค้ารายเก่าของธนาคาร และยังเป็นการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่ใช่การขยายงาน โดยมีการปล่อยกู้ให้สูงถึงรายละ 50 ล้านบาท

หลังจากนั้นมีการเพิ่มวงเงินซอฟต์โลนอีก 5 หมื่นล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขจำกัดวงเงินให้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อให้กระจายสินเชื่อไปให้กับผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่อยู่ดี รวมถึงไม่ได้แก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเดิมที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็กรายย่อยจริงๆ ส่งผลให้มาตรการที่ออกมาประสบความสำเร็จในการปล่อยสินเชื่อดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่การทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่รายเก่าที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงสินเชื่อนั้นกลับล้มเหลว

เมื่อมาตรการที่เป็นของรัฐเองยังไม่สามารถผ่าทางตันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ การจะหวังให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ยากกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา ถึงแม้จะมีการปล่อยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่บ้าง แต่เทียบสัดส่วนการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่กับเก่าคงเทียบกันไม่ได้ เพราะมีสัดส่วนที่น้อยมากจนแทบมองไม่เห็น

แม้แต่การดำเนินมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และกองทุนร่วมทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกิดใหม่ ที่มีทั้งของเอสเอ็มอีแบงก์และธนาคารออมสินที่ตั้งโครงการขึ้นก็ยังมีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้จำนวนไม่กี่ราย

ขณะเดียวกัน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังสั่งให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้ให้กับหนึ่งเอสเอ็มอี หนึ่งตำบล เพื่อให้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เกิดมากขึ้น ก็ยังเป็นเรื่องที่เพิ่งตั้งไข่ ยังไม่มีการดำเนินการเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งเพราะผู้เกี่ยวข้องยังมีฝันร้ายจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการบางส่วนประสบความสำเร็จ แต่ผู้ประกอบการหนึ่งตำบลจำนวนอีกมากที่ประสบความล้มเหลว เป็นหนี้เป็นสินทั้งสถาบันการเงินและเงินกู้นอกระบบจนถึงวันนี้ จึงเกรงว่าการดำเนินการหนึ่งเอสเอ็มอีหนึ่งตำบลจะซ้ำรอยความล้มเหลวดังกล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความปรารถนาดีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการให้เอสเอ็มอีใหม่เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น จึงยังเป็นความฝันที่อยู่ไกลเหมือนกับการเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ไปถึงได้ยาก เพราะในยามที่เศรษฐกิจไม่ดีธนาคารพาณิชย์เมินที่จะปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ แม้แต่การปล่อยกู้เอสเอ็มอีรายเก่ายังต้องให้รัฐโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แบกความเสียหายจากการปล่อยกู้เพิ่มเป็น 30% ถึงจะยอมปล่อยกู้ให้

นอกจากนี้ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เรื่องของสินเชื่อถึงแม้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่วิธีการดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีความช่วยเหลืออื่นอีกมากที่รัฐบาลต้องเติมให้มากกว่านี้
เช่น มาตรการทางภาษีที่จูงใจมากขึ้น เพราะหากเทียบกับมาตรการภาษีที่รัฐบาลให้กับนายทุนดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ มีการเว้นภาษีให้เป็นเวลานานถึง 8-13 ปี แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มใหม่ของไทยกลับไม่มีสิทธิประโยชน์นี้ เพราะแค่เริ่มกิจการและมีกำไรก็ต้องเสียภาษีทันที ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังหลบเลี่ยงโดยอยู่นอกระบบภาษี เห็นได้ชัดจากตัวเลขผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.7 ล้านราย กับเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนกระทรวงพาณิชย์และเสียภาษีกับกรมสรรพากรมีแค่ 4 แสนรายเท่านั้น ไม่ถึง 15% ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน การหาตลาดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะหากมีเงินทุน มีการผลิตสินค้า แต่ไม่มีตลาด เอสเอ็มอีใหม่ก็เกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากหาตลาดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้ว รัฐบาลยังต้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มาเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ได้ จากปัจจุบันที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มักทำตัวเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ไม่มีหวังที่จะเกิดหรือลืมตาอ้าปากได้

ดังนั้น การชุบชีวิตผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่ จึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องผ่าทางตัน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มาปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการใหม่แล้ว รัฐบาลยังมีการบ้านเรื่องอื่นที่ต้องทำไปพร้อมๆ กันอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใหม่มีโอกาส มีความหวังที่จะได้เกิด และมีส่วนร่วมในการผลิตเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งได้

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร