
ขอให้รับจำนำผลผลิตการเกษตร
ผมมีความเชื่อว่าถ้าปัญหาของประชาชนในภาคการเกษตรของไทย ซึ่งประมาณว่ามีอยู่ 25 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38 ของประชากรทั้งประเทศรวม 65 ล้านคน ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความพยายามที่จะกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนจะไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร
ผมมีความเชื่อว่าถ้าปัญหาของประชาชนในภาคการเกษตรของไทย ซึ่งประมาณว่ามีอยู่ 25 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 38 ของประชากรทั้งประเทศรวม 65 ล้านคน ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความพยายามที่จะกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนจะไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร
ขอออกตัวว่าความเห็นและเหตุผลที่จะสนับสนุนความเชื่อของผมเป็นเหตุผลส่วนตัว ไม่ได้มีการค้นคว้าวิจัยหรือผลการศึกษาทางวิชาการสนับสนุน เพราะไม่มีเวลาที่จะทำการศึกษาค้นคว้า ท่านผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณว่าสมควรจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด
เหตุผลที่ผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทย ควรเริ่มต้นที่การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรก่อนนั้น เพราะด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะของคนชั้นกลางในเมืองที่เพิ่มขึ้นจากลัทธิบริโภคนิยมที่ถูกกระตุ้นจากนโยบายรัฐ และเอกชนที่นำการพนันเสี่ยงโชคเข้ามาทำตลาด ทำให้คนชั้นกลางไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มอีก ไม่ว่ารัฐจะออกมาตรการ ลด แลก แจก แถม อะไรเหมือนในอดีต
ส่วนคนชั้นกลางระดับบนและคนที่ฐานะมั่งคั่งร่ำรวยระดับเจ้าสัวทั้งหลายนั้น คงไม่เพิ่มการบริโภค เพราะมาตรการ ลด แลก แจก แถม ซ้ำรสนิยมในการบริโภคยังทำให้คนกลุ่มนี้เน้นเพิ่มการบริโภคสินค้าราคาแพงจากต่างประเทศ ไม่ได้เพิ่มดีมานด์ของสินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศที่จะส่งผลให้มีการเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนแต่อย่างใด
แต่สำหรับคนที่อยู่ในภาคการเกษตรนั้น คือกลุ่มคนที่ยังมีความต้องการบริโภคสินค้าในการดำรงชีวิต (Need) อยู่ เพราะความขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน มิใช่เป็นความต้องการที่เกิดจากอยากมีอยากได้เพราะถูกกระตุ้น (Want) เหมือนคนในสองกลุ่มแรก
คนกลุ่มนี้ยังต้องการซื้อเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าใหม่ ให้ลูกหลานใส่ไปโรงเรียน เพราะไม่มีใช้หรือใช้จนหมดสภาพไปแล้ว ยังต้องการซื้อรถจักรยานขี่ไปตลาด เพราะรถมอเตอร์ไซค์ที่ซื้อตอนที่ผลผลิตราคาดีถูกยึดคืนไปแล้ว ยังต้องการซื้อสังกะสีหรือกระเบื้องมามุงหลังคาบ้าน ต้องการซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลงมาใช้ในการเพาะปลูก และท้ายสุดยังต้องการมีรายได้เพื่อใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือนายทุนเงินกู้ที่กู้มาใช้จ่าย เพราะขายผลผลิตไม่ได้ราคามา 2-3 ปีแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าปัญหาของประชากรในภาคการเกษตรไม่ได้รับการแก้ไข การบริโภคในภาคเอกชนย่อมไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ต้องการ เพราะการลงทุนของรัฐในโครงการขนาดใหญ่ รายได้จะตกอยู่กับนายทุนรายใหญ่และแรงงานนอกภาคการเกษตรเป็นหลัก
ถ้าแย้งว่าการลงทุนในโครงการภาครัฐจะทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น และคนวัยทำงานในภาคเกษตรจะย้ายเข้ากรุงทำงานรับจ้างในภาคการก่อสร้างแทน ก็ถูกอีก แต่เราคงต้องยอมรับชะตากรรมว่าความเจริญและรายได้จะตกอยู่ในเมืองใหญ่ และคนกลุ่มน้อย การกระจายรายได้จะยิ่งห่างออก ความแออัดในเมืองและปัญหาครอบครัวในสังคมชนบทจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ความจริงเราเคยหาทางป้องกันไม่ให้คนชนบทเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่อื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันไม่มีใครสนใจปัญหานี้อีกแล้ว
เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รังเกียจการรับจำนำราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา หรือมันสำปะหลัง เพราะการ “รับจำนำ” ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทำความเสียหายทางการเงินให้แก่รัฐหลายแสนล้านบาท
การแก้ไขปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำจึงพูดกันถึงมาตรการระยะยาว เช่น การทำโซนนิ่งการเกษตร การคัดพันธุ์เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ฯลฯ ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้อง แต่กว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรือการเข้าไปรับซื้อหรือชดเชยราคาผลผลิตให้ในจำนวนจำกัด ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้องอีก แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร เพราะราคาที่รับซื้อหรือชดเชยยังไม่คุ้มทุน ไม่เพียงพอที่จะเหลือไปใช้หนี้ที่มีอยู่
หรือสุดท้ายคือ การปล่อยให้ราคาผลผลิตเป็นไปตามกลไกตลาด และปล่อยให้ชีวิตของเกษตรกรขึ้นอยู่กับมือที่มองไม่เห็นของกลไกตลาดในระบบทุนนิยมที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครที่ตัวใหญ่มีเงินทุนมากได้เปรียบ
ผมอยากให้รัฐหันกลับมาใช้ระบบการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยวิธีการดั้งเดิมคือ การรับจำนำราคาผลผลิต แต่จะต้องเป็นการรับจำนำจริงๆ ไม่ใช่การรับซื้อผลผลิตเพื่อหวังผูกขาดการค้าผลผลิตทางการเกษตรเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นไปไม่ได้
การรับจำนำในราคาตลาดหรือต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ทำให้เกษตรกรมีเงินทองไปใช้จ่าย แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน โดยยังมีความหวังว่าเมื่อราคาผลผลิตสูงขึ้นสามารถไถ่ถอนผลผลิตออกไปขายทำกำไร ไม่เหมือนกับการขายขาดให้รัฐในราคาตลาด และต่างกับการรับ “จำนำ” ในราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 20-30% ซึ่งเกษตรกรมีรายได้จากการจำนำหรือขายผลผลิตให้รัฐ แต่รัฐต้องแบกรับภาระการขาดทุนไว้เองจำนวนมหาศาล
การรับจำนำที่ถูกต้องจะดึงซัพพลายผลผลิตส่วนหนึ่งออกจากตลาด ทำให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นตามหลักดีมานด์ ซัพพลายตามปกติ
และถ้ามีการใช้จิตวิทยาภาครัฐขู่ว่าจะรับจำนำเพิ่มขึ้นเมื่อจำเป็น จะยิ่งทำให้พ่อค้าต้องรีบซื้อผลผลิตเข้าคลังหรือจำหน่าย เพราะไม่สามารถคาดเดานโยบายแทรกแซงว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร
ถ้ารัฐเลิกรังเกียจคำว่า “รับจำนำ” และใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงตลาด แม้ราคาผลผลิตจะไม่เพิ่มสูงขึ้นถึงระดับที่ต้องการ แต่เกษตรกรจะได้รับเงินสดจากการจำนำไปใช้จ่าย โดยยังมีความหวังที่จะทำกำไรได้ในอนาคต รัฐไม่น่าจะขาดทุน หรือขาดทุนก็ไม่มาก เพราะรับจำนำในราคาตลาดหรือต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย
ถ้าเกษตรกรมีเงินใช้จ่าย การบริโภคในภาคประชาชนจะเพิ่มขึ้น เพราะประสบการณ์ในไทย ถ้าปีใดราคาพืชผลดี การหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจจะดีตามไปด้วย
อย่างน้อยเกษตรกรจะได้ไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกรัฐละทิ้งให้เผชิญชะตากรรมกับมือที่มองไม่เห็นอย่างโดดเดี่ยวใช่ไหมครับ
เชื่อผมเถิดครับว่า “การรับจำนำ” ผลผลิต ไม่ใช่ผลผลิตของใคร แต่เป็นมาตรการดั้งเดิมที่เขาใช้กันมาทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
อย่าไปรังเกียจมันเลย







