
จับตาบันไดหนีไฟ ดับประชามติร้อน
ประเด็นทางการเมืองประเด็นหนึ่งที่สนใจไม่แพ้กันในเวลานี้ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเด็นทางการเมืองประเด็นหนึ่งที่สนใจไม่แพ้กันในเวลานี้ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเวลาเขียนร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 180 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดประมาณเดือน มี.ค.และ เม.ย. 2559 จากนั้นต้อง กรธ.ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ
แต่ก่อนจะไปถึงการกำหนดวันทำประชามตินั้น กกต.มีกำหนดส่งร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาการออกเสียงประชามติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบ รวมทั้งต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่า 80% ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วยก่อน กกต.ถึงจะมากำหนดวันลงประชามติได้ ซึ่งจะต้องอยู่ในช่วง 30-45 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 80% ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าวันลงคะแนนประชามติจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2559
แม้ว่ากระบวนการจัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังอยู่ในระหว่างการออกแบบของ กรธ.ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน กรธ. แต่ก็เริ่มมีการวิเคราะห์ไปไกลกันแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติหรือไม่
เช่นเดียวกับปริศนาสำคัญที่หลายฝ่ายยังคงสงสัย คือ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติจะทำอย่างไรต่อไป
ย้อนกลับไปดูที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในปัจจุบัน ก็พบว่าไม่ได้กำหนดแนวทางไว้ชัดเจน ถ้าจะว่ากันตามกฎหมายแล้วจะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 และส่งทำประชามติอีกครั้ง
แต่ในทางการเมือง หากเกิดสถานการณ์ที่ว่านั้นขึ้นมาจริง จะนำมาซึ่งปัญหาเกี่ยวกับความชอบธรรมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมาทันที มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.คงไม่บอกกลางงานแถลงผลงานรัฐบาลเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่ามีการเตรียมการไว้แล้ว
"เรื่องรัฐธรรมนูญจะผ่านไม่ผ่าน ผมมีวิธีของผม และต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
เมื่อวิเคราะห์คำพูดจาก พล.อ.ประยุทธ์แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ คสช.เตรียมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้จะเป็นการแก้เพื่อสร้างทางหนีไฟรองรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยมีความเป็นไปได้ที่ออกแบบทางออกฉุกเฉินไว้ 3 วิธี
1.นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุงและประกาศใช้ เรียกได้ว่ามีแนวโน้มสูงพอสมควรที่ คสช.จะเอาวิธีการนี้มาปรับใช้ เนื่องจากสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 มาแล้ว ด้วยการให้ คมช.ร่วมกับคณะรัฐมนตรีเอารัฐธรรมนูญเก่าๆ มาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 30 วันและประกาศบังคับใช้ เพียงแต่เวลานั้น คมช.ไม่ได้ใช้ประตูหนีไฟบานนี้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญได้รับฉันทามติจากประชาชนเสียก่อน
ถึงกระนั้น หากปลายทางเกิดสถานการณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมาจริง และ คสช.ได้เขียนทางออกดังกล่าวเอาไว้ เป็นไปได้พอสมควรที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยจะมาจากเอารัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มาประกอบร่างกัน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่เห็นชอบ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.
2.ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ รูปแบบนี้ คสช.อาจกำหนดให้มีคณะทำงานร่างรัฐธรรมนูญชุดหนึ่งที่มาจาก สปท.และ สนช. พร้อมกับกำหนดเงื่อนไขบางประการ เช่น ระยะเวลาการทำงาน หลักการสำคัญที่ต้องมีไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดยเมื่อทำเสร็จแล้วจะต้องให้ทั้งสองสภามีมติร่วมกันว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการรับรองจากอำนาจนิติบัญญัติ เสมือนหนึ่งการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ในภาวะปกติ
3.คสช.ตั้งคณะบุคคลร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เป็นวิธีการที่ใกล้เคียงกับ 2 แนวข้างต้น แต่วิธีนี้จะต่างกันตรงที่ไม่ให้ สปท.และ สนช.เข้ามาเป็นกรรมร่างรัฐธรรมนูญ แต่ให้ทั้งสองสภามีหน้าที่แค่เสนอความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญมาให้คณะบุคคลที่จะเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 พิจารณา และเมื่อคณะบุคคลชุดนี้เขียนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว จะส่งให้ สปท.และ สนช.มีความเห็นชอบร่วมกันก่อนประกาศบังคับใช้ต่อไป โดยไม่ต้องผ่านการทำประชามติอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า คสช.จะออกแบบบันไดหนีไฟอย่างไร แต่ถ้าประชาชนลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ความชอบธรรมและความมั่นคงของ คสช.คงสั่นสะเทือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







