
อ่านเล่นๆ เกี่ยวกับการศึกษาของไทย (1)
ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะมีแต่ปัญหารุมเร้า เศรษฐกิจของประเทศนั้นไม่ต้องพูดถึง 4 เครื่องยนต์ก็ดับสนิทไปแล้ว 2 เครื่อง คือ การส่งออก และการบริโภค ยังเหลือแต่การใช้จ่ายของรัฐบาล และการลงทุน ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งผู้เขียนได้เคยเขียนไว้นานแล้ว และเขียนไว้ในหลายครั้งในหลายบทความ
ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะมีแต่ปัญหารุมเร้า เศรษฐกิจของประเทศนั้นไม่ต้องพูดถึง 4 เครื่องยนต์ก็ดับสนิทไปแล้ว 2 เครื่อง คือ การส่งออก และการบริโภค ยังเหลือแต่การใช้จ่ายของรัฐบาล และการลงทุน ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งผู้เขียนได้เคยเขียนไว้นานแล้ว และเขียนไว้ในหลายครั้งในหลายบทความ
ก็ได้แต่หวังว่าเราจะกระเสือกกระสนรอดพ้นไปได้ ซึ่งการจะทำให้การส่งออกของไทยไปแข่งกับเขาในตลาดโลกได้ในภาวะเช่นนี้ มีทางเดียวก็คือ ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม ยิ่งหากเป็นทางเทคโนโลยีด้วย จะยิ่งมีโอกาสสูง ผู้เขียนจึงได้หาข้อมูลที่องค์กรระหว่างประเทศได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาของไทย และได้พบการศึกษาของอังค์ถัด (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) ซึ่งเพิ่งจะมีผลออกมาเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับการศึกษาของไทย จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
ถือว่าเป็นการอ่านกันเล่นๆ จะได้ไม่เครียดไปกันใหญ่ เพราะอ่านแล้วก็น่าสงสารรัฐบาลนี้ ที่ต้องเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ที่โผล่ขึ้นมามากมายเหมือน “น้ำลดตอผุด” ต่อให้เป็นพระนารายณ์มี 10 กร ก็หนักหนาสาหัส ไม่รู้จะแก้ปัญหาไหนก่อนหลัง เพราะมันพันตูกันไปหมด
อย่างเรื่องการศึกษาทั่วๆ ไป ถ้าดูภาพรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การศึกษาก็ดูจะขยายตัวดี มีการลงทะเบียนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาจาก 39% เป็น 51% (ข้อมูลจาก ธนาคารโลก ปี 2012) เรียกว่ามากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของไทย การใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องการศึกษาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่หลังจากนั้นก็ดูเหมือนจะคงที่เรื่อยๆ คือประมาณ 3.9% ของ GDP แต่ถ้าดูสัดส่วนเทียบกับงบประมาณรวมของประเทศแล้ว กลับมีสัดส่วนลดลงในช่วงประมาณ 10 ปีนี้ คือ จาก 25.3% ของงบประมาณร่วม ลดลงเป็น 20.6%
ยิ่งกว่านั้นงบประมาณที่ได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องบุคลากร และค่าใช้จ่ายประจำมากกว่า 90% และถ้าอ่านคำวิจารณ์ของ UNCTAD จะพบว่ายังต้องมีการปรับปรุงอีกมากในเรื่องการเรียน (Learning Performance) โดยเขาว่านักเรียนในวัยเรียนของไทย โดยเฉลี่ยแล้วมีผลการแสดงออกไม่เป็นที่น่าพอใจ (Unsatisfactory Performance) ขาดความสามารถในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริง ขาดการวิจารณ์และการคิดสร้างสรรค์
ดูจากผลการทดสอบ PISA (Programme for International Student Assessment) และ TIMSS (Trends in International Mathematics and Science Study) แล้วถือว่าต่ำ (Relatively Poor) ตัวอย่างเช่น คะแนนที่ได้เฉลี่ยเมื่อปี ค.ศ. 2012 ในการสอบ PISA ในคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์นั้น ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศใน OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) และยังมีความไม่เท่าเทียมกันในการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนในกรุงเทพฯ และเขตนอกกรุงเทพฯ ทำให้คุณภาพการศึกษาที่เด็กได้รับต่างกัน
ข้างต้นนั้นเป็นแค่คำวิจารณ์ และข้อมูลในเรื่องการเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งถ้าพิจารณาลงลึกเฉพาะเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จะเห็นว่าเขาวิจารณ์ไว้อีกมาก เช่น กระทรวงศึกษาธิการมีการบริหารโดยแบ่งเป็นแท่งใหญ่แยกจากกัน และแต่ละแท่งก็มีอิสระ และมีอำนาจมาก (Powerful and has its own governing structure) พูดง่ายๆ ต่างไม่มีใครฟังใคร ถึงแม้ว่าจะมีงานบางส่วนซ้ำซ้อนกันอยู่ ทำให้นโยบายในเรื่องนี้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Fragmentation) การจัดสรรงบประมาณก็จะต้องผ่านสำนักงบประมาณ ซึ่งขาดความเข้าใจในความจำเป็นของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือพูดให้แคบเข้าคือ STEM Education (Science Technology Engineering and Mathematic)
บทวิจัยให้ข้อมูลตัวอย่างว่า ในปี ค.ศ. 2009 ที่มีการกำหนดมหาวิทยาลัยวิจัยไว้ 9 มหาวิทยาลัย และรัฐบาลประกาศว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ถึง 4,500 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยวิจัยที่ได้รับคัดเลือกแล้วบางมหาวิทยาลัยเพียงแห่งละ 70–200 ล้านบาท และยังเป็นการจัดสรรแบบรายปี ทำให้ไม่สามารถมี Strategic Research Plan ซึ่งต้องเป็นโครงการระยะยาวได้
คำวิพากษ์วิจารณ์จากที่ UNCTAD มาทำการศึกษาวิจัยยังมีอีก อ่านแล้วก็ต้องกุมขมับ ถึงบอกว่าให้ถือว่าอ่านกันเล่นๆ แล้วกัน เดี๋ยวจะเครียดมากไป เจอกับปัญหาเศรษฐกิจยังมาเจอปัญหาอื่นๆ อีก นอกจากนี้ก็ขอไปต่อในฉบับหน้าให้ได้อ่านเล่นๆ กันต่อไปดีกว่า







