
โยกย้ายทหาร คลื่นใต้น้ำที่ยังไม่สงบ
ออกอาการสะดุดเล็กน้อย กับเส้นทางสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เมื่อปรากฏชื่อ พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก เข้ามาเสียบขัดตาทัพก่อนหนึ่งปี
ออกอาการสะดุดเล็กน้อย กับเส้นทางสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เมื่อปรากฏชื่อ พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก เข้ามาเสียบขัดตาทัพก่อนหนึ่งปี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทั้งในฐานะเพื่อน ตท.10 ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. บวกกับแรงหนุนจาก “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะนายทหารม้า “ลูกป๋า” ทำให้ พล.อ.พิรุณ มาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย แซงหน้า พล.อ.ประยุทธ์ (ตท.12) ที่ยังมีเวลาเหลือเฟือเมื่อต้องเกษียณอายุราชการในปี 2557
ทว่าหลายฝ่ายยังปักใจเชื่อว่า “บิ๊กตู่” ซึ่งได้รับการปูทางจนมา “จ่อคิว” รอขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของกองทัพบก ดูจะได้เปรียบ พล.อ.พิรุณ ทั้งในแง่การครองอัตราจอมพลที่อาวุโสกว่า พล.อ.พิรุณ ที่แม้จะเป็นรุ่นพี่ก็ตาม
ยิ่งในยุคที่ “บูรพาพยัคฆ์” กำลังเรืองอำนาจ “3 ป” ทั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในกองทัพและการเมือง
โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาสืบทอดอำนาจ “บูรพาพยัคฆ์” จึงเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จนไม่อาจไว้วางใจในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
การมี “มือไม้” ไว้สานต่อภารกิจให้สำเร็จไปตลอดรอดฝั่ง หรือเป็น “ไม้กันหมา” ป้องกันการไล่เช็กบิลย้อนหลัง หากฝ่ายตรงข้ามสามารถพลิกสถานการณ์กลับเข้ามาเป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นที่ต้องการคนไว้ใจได้ รู้ตื้นลึกหนาบางมาสานต่อภารกิจให้ลุล่วง
ที่ผ่านมายังเคยมีเสียงเรียกร้องให้ดัน “บิ๊กตู่” ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. แทน “บิ๊กป๊อก” กลางศึก หวังอาศัยความเด็ดขาด เด็ดเดี่ยวของ “บิ๊กตู่” มารับมือกับสถานการณ์การชุมนุม เมื่อเกิดเสียงครหาว่า “บิ๊กป๊อก” พยายามเซฟตัวเองเพื่อรอวันเกษียณแบบไม่เจ็บตัว
แม้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาจะเป็นไปในทำนองเรื่องการ “สมนาคุณ” ตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันช่วงกว่า 2 เดือน กับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
การพิจารณาโยกย้ายปรับ “ขุมกำลัง” ในกองทัพเที่ยวนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่ารูปร่างหน้าตาออกมาอย่างไร โดยเฉพาะแนวคิดที่จะ “จำกัด” บทบาท “ทหารแตงโม” ไม่ให้รบกวนการทำงานของทัพ หรือทำให้ข้อมูลรั่วไหวไปสู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างที่ผ่านมา
สำหรับรายชื่อที่ติดโผ 5 เสือ ทบ. เที่ยวนี้ นอกจากจะมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. แล้ว ยังมี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นรอง ผบ.ทบ. พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. เป็น เสธ.ทบ. พล.ท.ชลวิชญ์ เพิ่มทรัพย์ ปลัดบัญชี ทบ. เป็น ผช.ผบ.ทบ. และ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เป็น ผช.ผบ.ทบ.
อีกตำแหน่งสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในกองทัพ อย่างปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่ง พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ จะเกษียณปีนี้ พบว่า พล.อ.ประวิตร เตรียมดัน พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท รอง ผบ.สส. ข้ามมาคุมตำแหน่งนี้
ทั้งสถานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.8 กับ พล.อ.อภิชาต แล้ว ยังถือเป็นสายตรง “บูรพาพยัคฆ์” เป็นอีกคนสนิทของ “บิ๊กป้อม” ที่เติบโตมาจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เคยเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการติดตาม พล.อ.ประวิตร ก่อนข้ามไปเป็นรอง ผบ.สส.
ทว่า ในวันที่ “บูรพาพยัคฆ์” กำลังเรืองอำนาจต่อเนื่อง ย่อมสะเทือนไปถึง “วงศ์เทวัญ” อีกสายอำนาจในกองทัพที่เคยเรืองเฟื่องฟูมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องการที่จะแทรกตัวให้กลับเข้ามาในขั้วอำนาจ ไม่ถูกกลืนหายไปในยุคนี้
การจัดความสมดุลให้เกิดขึ้นในกองทัพ จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยประสาน “รอยร้าว” อุดช่องโหว่ และไม่ให้เกิด “คลื่นใต้น้ำ” มาคอยปั่นป่วนภายในจนอาจลุกลามส่งผลกระทบรุนแรงต่อกองทัพ และความเป็นทหารมืออาชีพ
ยิ่งทุกวันนี้สารพัดโครงการจัดซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังถูกตรวจสอบจากทั้งพรรคฝ่ายค้าน และสังคมกำลังจับตาเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เครื่องจีที 200 มาจนถึงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน รถหุ้มเกราะยูเครน บอลลูนสังเกตการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้
รวมแล้วงบประมาณจำนวนมหาศาลที่จัดสรรไปให้กับกองทัพ กลับถูกนำไปใช้ในโครงการที่ชัดเจนว่ามีเงื่อนงำความไม่ชอบมาพากล และเป็นจุดอ่อนที่จะกลายเป็นปัญหาในระยะยาวต่อกองทัพ
ตามหลักการแล้ว การจัดทัพโยกย้ายทหารภายใต้ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 ถือเป็นหน้าที่การพิจารณาของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. และ ผบ.เหล่าทัพ
ดูหน้าค่าตาแล้วจึงค่อนข้างชัดเจนว่า อำนาจการตัดสินใจที่จะชี้นำบอร์ดชุดนี้ น่าจะอยู่ที่ฝั่ง “บูรพาพยัคฆ์” ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ที่จะมีส่วนสำคัญในการวางโครงสร้างและรูปร่างหน้าตาของกองทัพหลังจากนี้
แม้บอร์ดชุดนี้จะตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันการเข้ามาล้วงลูกของฝ่ายการเมืองกับการจัดขุมกำลังของกองทัพ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ต่างแสดงออกชัดเจนว่า ลงเรือลำเดียวกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ไปแล้ว
เสียงวิจารณ์ระยะหลังจึงออกมาเป็นห่วงเรื่องการเลือกข้างของ “กองทัพ” ซึ่งจะสะท้อนผ่านการจัดโผโยกย้ายรอบนี้ ที่จะต้องการจะดัน พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมากุมอำนาจกองทัพ ล้างภาพทหารแตงโมจนน่าเป็นห่วงเสถียรภาพภายในกองทัพ
สุดท้ายการจัดโผกองทัพเที่ยวนี้ จึงเป็นเรื่อง “เปราะบาง” ท่ามกลางสัญญาณป่วนจากคลื่นใต้น้ำที่กดดันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ได้แต่รอจับตาดูว่า “สมดุล” จากการปรับขบวนภายในกองทัพเที่ยวนี้จะออกมาอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่อไปในระยะยาว







