
ทฤษฎีกับปฏิบัติ : การปฏิวัติ เกิดขึ้นหรือไม่?
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
เพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งถามขึ้นมาว่า รัฐประหารนำไปสู่ประชาธิปไตยได้ไหม?
ถามแล้วท่านก็ส่งงานวิชาการที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี ที่เสนอการขึ้นต้นร้ายแต่กลับลงท้ายดีถ้ามีเหตุปัจจัยบางอย่างเอื้อมาให้พิจารณา แต่ความยากอย่างหนึ่งในการศึกษาประเด็นทางสังคมศาสตร์และคาดทำนายปรากฏการณ์ทางสังคม อยู่ที่ว่าเงื่อนไขที่ทฤษฎีกำหนดว่าต้องมี ที่จะทำให้เหตุการณ์ที่มุ่งประสงค์ ซึ่งในกรณีนี้คือประชาธิปไตยหลังรัฐประหารเกิดขึ้นได้นั้น บางทีพอมาดูของจริงแล้ว มันก็มีเหตุปัจจัยไม่ครบตามนั้น หรือมีครบแต่มันก็อาจไม่เป็นไปตามที่ทฤษฎีบอกไว้ เพราะฝ่ายที่ต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ก็อาจพลิกใช้เงื่อนไขเหล่านั้นไปสู่เป้าหมายอีกแบบหนึ่ง เช่น ออกแบบสถาบันการเมืองประชาธิปไตยแบบลดอำนาจหรือประสิทธิภาพของมันลง ทำให้การคาดการณ์ของทฤษฎีไม่ถูกต้อง
หรือเพราะผู้รับผิดชอบไม่มีอำนาจหรือความสามารถที่จะคุมสภาพของเหตุปัจจัยต่างๆ ไว้ได้ทั้งหมด จึงปรากฏเหตุและการกระทำของฝ่ายต่างๆ ไปในทางที่เพิ่มและเร่งปัจจัยต้าน และทำลายปัจจัยสนับสนุนที่มีอยู่ จนทำให้สภาพแวดล้อมก่อนหน้านั้นที่พอจะเอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านอย่างมีเสถียรภาพไปสู่การตั้งมั่นของประชาธิปไตย กลายเป็นเพิ่มความไร้เสถียรภาพมากขึ้น จนเกิดความไม่แน่นอนว่าระยะการเปลี่ยนผ่านของระบอบการเมืองจะพาผ่านไปสู่ผลลัพธ์ดีร้ายอะไร
โดยเหตุนั้น จากคำถามที่ว่ารัฐประหารจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่นั้น จึงต้องถามอีกคำถามหนึ่งพร้อมกันไปด้วยว่า มีเหตุปัจจัยใดบ้างไหมในสภาวะการเมืองที่เป็นอยู่ ที่อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านจากระบอบรัฐประหารนำไปสู่ผลลงเอยในแบบอื่น แทนที่จะเป็น หรือก่อนที่จะเป็นประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น เช่น มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่มันจะลงเอยที่วิกฤตความชอบธรรมและความล้มเหลวในอำนาจการนำของกลไกอำนาจรัฐ ทั้งที่เป็นกลไกด้านการใช้กำลังบังคับ กลไกด้านกฎหมาย และกลไกอุดมการณ์ ตามมาด้วยการต่อต้านที่ขยายเป็นวงกว้าง และโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นมูลฐานต่อไป
นายทหารที่ฝึกฝนมาดีแล้ว จะเข้าใจดีว่าการตั้งคำถามและพิจารณาประเมินสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยหาทางมองให้เห็นถึงเงื่อนไขความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ทั้งในแง่บวกและลบไปพร้อมๆ กัน เป็นของจำเป็นสำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์ ถ้าการต่อสู้นั้นมิได้อยู่ในสนามรบ แต่เกิดขึ้นในสนามการเมือง เครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้รับผิดชอบตระหนักถึงความหนักเบาของสถานการณ์ทางการเมือง ได้แก่ เครื่องมือที่เป็นแนวคิดสำหรับอ่านความหมายและนัยสำคัญของเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ประกอบกันอยู่ในสถานการณ์ขณะนั้น
เนื้อที่ของบทความไม่พอที่จะให้พูดถึงกรอบแนวคิดเหล่านั้นในรายละเอียดได้ จึงขออนุญาตไล่ให้เห็นเพียงบางปัจจัยที่อาจสร้างเงื่อนไขความเป็นไปได้ในการก่อวิกฤตความชอบธรรมในใจกลางอำนาจรัฐ และอาจทำให้สถานการณ์ปฏิวัติทางสังคมผุดคุขึ้นมา
หนึ่ง ก่อนอื่นใดควรตระหนักถึงแนวโน้มระยะยาวที่จำกัดความชอบธรรมของรัฐทุกแห่ง คือรัฐไม่ได้มีพลังสร้างแรงบันดาลใจให้คนอุทิศเสียสละในนามของรัฐได้เหมือนเดิม สุนทรพจน์เช่นที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้เคยกล่าวว่า อย่าถามว่าประเทศชาติให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านทำอะไรให้แก่ประเทศชาติ เสื่อมมนตร์ขลังเสียแล้ว ในทางตรงกันข้าม รัฐกลายเป็นเป้าที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นที่มาหรือเป็นที่ชุมนุมของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรง การใช้อำนาจกดบังคับเพื่อสกัดทรัพยากรจากสังคม การขาดประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลในการปกครอง และพร้อมกันนั้น รัฐก็สูญเสียอัตตาณัติที่จะดำเนินนโยบายกำหนดผลลัพธ์ต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ เพราะถูกจำกัดด้วยพลวัตและพลังที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของรัฐใดโดยลำพัง เช่น วิกฤตในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก การเคลื่อนไหวขององค์กรขบวนการและเครือข่ายข้ามชาติ เป็นต้น ในโลกโลกาภิวัตน์ พลวัตและพลังเหล่านี้ส่งถ่ายแรงกดดัน ผลกระทบ และวิกฤตจากที่หนึ่งถึงส่วนอื่นๆ ได้ไม่ยาก
สอง ภายใต้ข้อจำกัดในการรักษาความชอบธรรมของรัฐที่มีมากขึ้นนี้ ทำให้รัฐต้องพึ่งกลไกเชิงอุดมการณ์มากขึ้น แต่พร้อมกันนั้นทางเลือกของฐานอิงความชอบธรรมในทางอุดมการณ์ของโลกสมัยใหม่ก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว โดยรวบรัด กล่าวได้ว่าเหลือเพียงคน ปวงชน ที่เป็นประชาชน และชาติ แต่เมื่อใดหรือที่ไหนก็ตาม ถ้าประชาชนมีปัญหาเรื่องชาติขึ้นมา หรือชาติเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนขึ้นมา กลไกอุดมการณ์ที่เคยทำงานรักษาความชอบธรรมของรัฐก็กลับจะกลายเป็นกลไกที่สร้างปัญหาขึ้นมาเสียเอง
สาม ในระหว่างความพยายามดำเนินการปฏิรูป ถ้ามีเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำ และกลไกอำนาจรัฐทั้งในส่วนที่เป็นกลไกการใช้กำลังบังคับ และกลไกด้านบังคับใช้กฎหมาย กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากปมของความขัดแย้งและความแตกแยกเสียเอง การสูญเสียสิทธิธรรมในการปกครองก็ยากจะแก้กลับคืน
สี่ ยิ่งการแชร์อำนาจจำกัดแคบเพียงใด ก็ยิ่งทำให้เมื่อแรงต้านจุดกระแสติดแล้ว จะขยายเป็นวงกว้างขึ้นรวดเร็วในสัดส่วนผกผันกันเพียงนั้น







