
อุตฯการบินฟื้น...! เอเซียส่งแรงหนุน สั่งซื้อนกเหล็กสะบั้น
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังขึ้นๆ ลงๆ และไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ดังที่เคยตั้งความหวังไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวโลกจะกำลังมองหาสัญญาณการฟื้นตัวอย่างร้อนรนจากธุรกิจหลายๆ ภาค เพื่อที่จะตั้งหลักเดินหน้าอีกครั้ง แทนที่จะรอคอยสัญญาณอย่างเป็นทางการ
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังขึ้นๆ ลงๆ และไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ดังที่เคยตั้งความหวังไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวโลกจะกำลังมองหาสัญญาณการฟื้นตัวอย่างร้อนรนจากธุรกิจหลายๆ ภาค เพื่อที่จะตั้งหลักเดินหน้าอีกครั้ง แทนที่จะรอคอยสัญญาณอย่างเป็นทางการ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้แต่ยอดขายเครื่องบินในมหกรรมอากาศยานที่เมืองฟาร์นโบโรห์ (Farnborough International Airshow) ที่ประเทศอังกฤษ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจโลกกระเตื้องขึ้น ในฐานะที่มหกรรมอากาศยานงานนี้ ถือเป็นงานใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งหมายความว่า ยอดขายเครื่องบินหรือดีลใดๆ ที่เกิดขึ้นที่ฟาร์นโบโรห์ จะเป็นเครื่องชี้วัดได้อย่างดีถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ในมหกรรมฟาร์นโบโรห์ปีนี้ ปรากฏว่ายอดขายเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดยเฉพาะคู่แข่งในอุตสาหกรรมอากาศยานอย่างโบอิ้งและแอร์บัส มียอดสั่งซื้อรวมกันถึง 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.03 แสนล้านบาท) เพียงแค่วันแรกที่งานได้เริ่มต้นขึ้น
ถือเป็นมูลค่าจากยอดสั่งซื้อที่สูงมาก และเป็นสัดส่วนหลักของยอดสั่งซื้อทั้งหมดในช่วง 2 วันแรกของงานที่มีมูลค่ารวมราว 22.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.27.13 แสนล้านบาท)
ถึงขนาดที่ประธานฝ่ายอากาศยานพาณิชย์ของโบอิ้งยังเอ่ยปากด้วยความมั่นใจว่า “อุตสาหกรรมอากาศยานกลับมาคึกคักเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้” หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยมานานถึง 2 ปี
แม้นักธุรกิจและนักวิเคราะห์จะไม่คาดหวังว่ามหกรรมอากาศยานที่ฟาร์นโบโรห์จะสามารถทุบสถิติยอดขายเมื่อปี 2551 ที่ 8.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.74 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่นานก่อนวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกจะระเบิดขึ้น เพราะบรรยากาศโดยรวมของเศรษฐกิจโลกยังไม่สู้จะดีนัก
ทว่า อย่างน้อยก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังที่สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่าผลกำไรในอุตสาหกรรมอากาศยานในปีนี้จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.75 หมื่นล้านบาท) ซึ่งไม่ถือว่ามากมายนัก แต่ก็ไม่น้อยทีเดียวหากจากพิจารณาว่า เมื่อปีที่แล้วอุตสาหกรรมอากาศยานต้องขาดทุนสูงถึง 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.91 แสนล้านบาท)
ไม่ต้องสงสัยว่า ยุโรปซึ่งเป็นเจ้าภาพมหกรรมอากาศยานครั้งสำคัญของโลก (ทั้งที่ฟาร์นโบโรห์ และที่เลอ บูเกต์ ของฝรั่งเศส) จะไม่สามารถเป็นผู้นำในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอากาศยานได้
ปัญหาสำคัญ สืบเนื่องจากวิกฤตหนี้สาธารณะ และจากกรณีการยกเลิกเที่ยวบินทั่วยุโรปเมื่อเดือน เม.ย. เนื่องจากเถ้าถ่านจากภูเขาไฟในไอซ์แลนด์เป็นอันตรายต่อการเดินอากาศ ยังทำให้อุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยวของยุโรปกระทบกระเทือนอย่างหนัก และกลายเป็นปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป
ในระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา จึงต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤตของยุโรปโดยแท้ แต่อย่างน้อยยุโรปก็ช่วยเป็นเวทีให้เกิดแรงผลักดันต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบธุรกิจการเงินเพื่อพร้อมรับกับภาวะช็อก ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจการเงินทั่วโลก ขณะเดียวกันยุโรปก็เป็นเจ้าภาพงานแอร์โชว์ ที่ช่วยจุดประกายความหวังของนักลงทุนทั่วโลก
ที่สำคัญก็คือ ยุโรปไม่ต้องแบกรับความหวังมากนัก เพราะไม่ใช่ตลาดหลักของอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากศูนย์กลางได้ย้ายไปอยู่สหรัฐ และล่าสุดจากสหรัฐกลายเป็นเอเชีย ที่เป็นตลาดการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
มหกรรมอากาศยานที่ฟาร์นโบโรห์ เราจะพบหลักฐานยืนยันในฐานะอันดับ 1 ของเอเชียในอุตสาหกรรมการบิน จากยอดสั่งซื้อเครื่องบินอย่างล้นหลามจากเอเชีย นำโดยลูกค้าจากตะวันออกกลาง อย่างดูไบ และกาตาร์ (โดยครั้งนี้สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ส ผ่านดีลกับบริษัท บอมบาร์เดียร์ ของแคนาดา) จีน หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อปีที่แล้วยังวุ่นวายความล้มเหลวของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส (JAL)
ผู้สั่งซื้อรายใหญ่ที่สุดจากเอเชีย คือ สายการบินเอมิเรตส์ แห่งดูไบ ซึ่งสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777 ถึง 30 ลำ สร้างความฮือฮาไปทั่วงานมหกรรมฟาร์นโบโรห์
แต่ที่ฮือฮายิ่งกว่า คือ ดีลก่อนหน้ามหกรรมฟาร์นโบโรห์เพียงเดือนเดียว เอมิเรตส์สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส A380 ถึง 32 ลำ มูลค่าสูงถึง 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.13 แสนล้านบาท) ถือเป็นดีลซื้อขายเครื่องบินพาณิชย์ครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน
ยอดสั่งซื้อมูลค่ามหาศาลครั้งแล้วครั้งเล่าของเอมิเรตส์ ไม่เพียงเป็นตัวแทนของพลวัตอันร้อนแรงของเอเชียเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า ดูไบที่เคยสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับชาวโลกจากปัญหาการชำระหนี้ไม่ทันการณ์
แต่มาบัดนี้ มหาเศรษฐกิจแห่งอ่าวเปอร์เซียสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง อีกทั้งยังเป็นหัวหอกของแรงหนุนในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน
ปัจจัยที่ทำให้เอเชียกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่จะช่วยฉุดให้อุตสาหกรรมอากาศยานฟื้นคืนชีพขึ้นมา เป็นเหตุผลเดียวกับที่เอเชียจะช่วยให้ธุรกิจอีกหลายภาคกระเตื้องขึ้นมา เพราะเอเชียคือภูมิภาคเดียวเศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างเป็นปกติที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่า ขยายตัวอย่างร้อนแรงที่สุด ขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกยังจมอยู่ในบรรยากาศอึมครึม
รูปธรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การที่ IATA ยืนยันว่าเอเชียได้กลายเป็นตลาดการเดินทางทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ด้วยผู้เดินทางสูงถึง 647 ล้านคน และคาดว่าจะมีผู้โดยสารทางอากาศในเอเชียเพิ่มขึ้นอีกราว 217 คนต่อปี ภายในปี 2556
ขณะเดียวกันสายการบินในเอเชียจะมีตัวเลขขาดทุนน้อยลง ภายหลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมานานถึง 2 ปี ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับสายการบินในประเทศตะวันตก
ตัวเลขเมื่อปีที่แล้วและตัวเลขคาดการณ์รองรับเหตุผลที่สายการบินในเอเชียจะสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มเติมได้อย่างดี และผู้ประเดิมมหกรรมการซื้อคือ ดูไบ โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่รายต่อไป เพื่อตอบสนองการเดินทางทางอากาศภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมการบินที่เคยต้องเจ็บปวดกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก มิหนำซ้ำต้องมารับเคราะห์จากเถ้าถ่านภูเขาไฟปิดน่านฟ้ายุโรปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
แต่วินาทีนี้ เอเชียได้กลายเป็นความหวังใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบิน รวมถึงธุรกิจเกือบทุกภาค และทุกมุมของโลก







