
ฐานความรู้ (หลักวิชา) ในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ.
พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าคณะภาค 7 บอกว่า ถ้านึกถึงพระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง สิริมงฺคโล)
โดย...วัดพระธาตุศรีจอมทอง
พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) เจ้าคณะภาค 7 บอกว่า ถ้านึกถึงพระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง สิริมงฺคโล) ต้องนึกถึงคุณธรรม ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิปทาเสมอต้นเสมอปลาย และพระอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงของไทย
พระธรรมมังคลาจารย์ วิ.สิริอายุ 92 ปี พรรษา 71 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 หัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์หนเหนือ กองการวิปัสสนาธุระ ดำเนินการสอนและได้ขยายสำนักสาขาปฏิบัติอีกหลายสำนัก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ฐานความรู้
“...โลกทั้งหลายเต็มไปด้วยความวุ่นวายและสับสน ไม่ใช่มีอยู่ในความคิดของมนุษย์เท่านั้น แม้แต่พวกเทพก็มีเรื่องวุ่นวายสับสน
ในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าของเราได้ประทับอยู่ในพระเชตวัน คืนวันหนึ่งเวลาเที่ยงคืน มีนางเทพธิดาตนหนึ่งลงจากเทวโลกมาถามปัญหาพระพุทธองค์ว่า “โลกนี้วุ่นวาย โลกนี้สับสน โลกนี้มีความยุ่งเหยิงมาก แล้วจะทำอย่างไร จึงจะไม่ให้สับสนวุ่นวายและยุ่งเหยิง พระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ตรัสตอบปัญหาแก่เทพธิดาว่า “สีเล ปติฏฺฐายนโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจภาวยํ อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ”
แปลความว่า “บุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล ทำสมาธิให้เกิด ยังวิปัสสนาให้เกิด บุคคลนั้นก็สาง ซึ่งความยุ่งเหยิงความสับสนในโลกนี้ได้”
พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้ตั้งอยู่ในศีล ให้มีวิปัสสนาปัญญาอันศีลนั้นในภาคปฏิบัติแล้ว ก็คือการระมัดระวังสำรวมนั่นแหละคือศีล จิตตั้งอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่งเรียกว่าสมาธิ ตัวรู้เท่าสภาวธรรม หรือการกำหนดนั้นเป็นตัววิปัสสนาปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงจะกำจัดความยุ่งเหยิงวุ่นวายในหัวใจของเราได้
อะไรทำให้ยุ่งเหยิง คือ กิเลส นั่นเพราะโลภะ เพราะโทสะ เพราะโมหะ ที่ผลักดันให้มนุษย์ทำชั่วนานาประการ เหมือนคนเดินอยู่ในที่มืด ไม่เห็นอันตรายแม้ตั้งอยู่เฉพาะหน้า เหมือนนกที่บินวนอยู่ในมหาสมุทร เพราะหาฝั่งไม่พบ...” (พระเทพสิทธาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโล), 2552 : 1)
“...ทางที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงวางไว้ อันได้แก่ สติปัฏฐานสี่ที่จะช่วยปลดเปลื้อง พันธนาการ โซ่ตรวน เครื่องร้อยรัดที่ผูกมัดจิตใจของเราไว้ให้ไปสู่ความเป็นอิสระ ช่วยปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากอำนาจความครอบงำของกิเลสตัณหา ถ้าเราปรารถนาจะพาตนให้พ้นทุกข์ ประสบสันติสุขอย่างแท้จริง ขอจงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฏฐานสี่นี้เถิด...” (พระเทพสิทธาจารย์(ทอง สิริมงฺคโล), 2552 : 2)
จากทรรศนะข้างต้นของพระธรรมมังคลาจารย์ วิ.ได้ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งในวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเพราะเป็นทางที่ทำให้เกิดภาวนามยปัญญา อันเป็นปัญญาที่จะพาผู้ปฏิบัติหลุดออกจากวัฏสงสารตัดภพตัดชาติละทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
ทรรศนะเหล่านี้เกิดขึ้นจากการศึกษาพระไตรปิฎกและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมานานของท่าน เป็นฐานความรู้ที่ใช้ในการเผยแผ่สั่งสอนภิกษุสงฆ์ แม่ชี โยคี และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
พระสูตรที่ท่านใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ สติปัฏฐานสี่ อันมีปรากฏอยู่ใน สติปัฏฐานสูตร ตามพระบาลีในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ 10
ดังที่ว่า “...เราเจริญสติปัฏฐานสี่ ก็เรียกว่าเราได้เจริญวิปัสสนา มีสภาวะเหมือนกัน รูปในสติปัฏฐานสี่กับรูปในวิปัสสนาต่างกันที่ตัวอักษรเท่านั้นเอง สภาวะนั้นเหมือนกัน เวทนาในสติปัฏฐานสี่กับเวทนาในขันธ์ 5 เหมือนกันเราเจริญเวทนาในสติปัฏฐานสี่ก็ได้ชื่อว่าเราเจริญวิปัสสนาในขันธ์ 5 นั่นเอง อันนี้เป็นตัวอย่าง ดังนั้นไม่ต้องสงสัย...”
(พระธรรมมังคลาจารย์ วิ., 2550 : 33)
1.สติปัฏฐานสี่
1.1 ความสำคัญของสติปัฏฐานสูตร
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (2553 : 97-101)
อธิบายสติปัฏฐานสี่ไว้อย่างง่ายว่า หมายถึง “...การเป็นอยู่ในเวลาที่เป็นอยู่หรือการมีชีวิตอยู่จริงในเวลาขณะนั้น คือมีจิตใจรับรู้เต็มตื่นอยู่กับสภาพที่กำลังเป็นอยู่ประสบอยู่หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องต้องทำเป็นปัจจุบัน ในขณะนั้นๆ รู้เข้าใจในสิ่งนั้นๆ สภาพนั้นๆ ตามสภาวะของมัน และพิจารณาจัดการสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ ด้วยความรู้เข้าใจตามสภาวะนั้น เรียกสั้นๆ ว่า เป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือด้วยสติปัญญา มีสติตามทันปัจจุบัน หรือมีชีวิตอยู่ในขณะปัจจุบันก็ได้
ผู้ที่เป็นอยู่ตามหลักการนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง (คนจำนวนมากไม่ได้มีชีวิตอยู่ เพราะชีวิตของเขาอยู่ในอดีตบ้าง อยู่ในอนาคตบ้าง) เมื่อมีชีวิตอยู่เต็มที่ในขณะนั้น ก็ไม่มีความขาดความพร่อง และไม่มีความเครียดกระวนกระวาย กระบวนการคิดข้างต้น จึงนำมาซึ่งความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีความสุขเป็นพื้นฐาน
ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่เป็นผู้มีสติกำกับอยู่ในปัจจุบันขณะ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิตก็ได้ ดังนั้น สติจึงเป็นเรื่องเดียวกับความไม่ประมาท และเป็นเรื่องเดียวกับสติปัฏฐานสี่ ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา หัวใจพระธรรม และหัวใจพระไตรปิฎก เป็นทางของผู้ประเสริฐ...”
(อ่านต่อฉบับหน้า)







