
ดอลลาร์แข็งค่าเรื่องใหญ่ เฟดฝืนใจขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การจ้างงานสหรัฐเดือน ต.ค.ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก โดยชาวอเมริกันได้งานใหม่เพิ่มขึ้น 2.71 แสนตำแหน่ง มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของปี 2015 นี้ ขณะที่อัตราการว่างงานก็ลดต่ำลงสุดที่ 5% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้
ภายหลังจากการประกาศตัวเลขอัตราว่างงาน จอห์น วิลเลียมส์ ผู้ว่าเฟด สาขาซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการของคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ก็ออกมาแสดงความมั่นใจต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า เช่นเดียวกับผลสำรวจนักลงทุนตลาดล่วงหน้าถึงความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ก็ปรับขึ้นเป็น 68% เช่นกัน จากระดับก่อนหน้านั้นที่ 56%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นแทบทุกด้าน จนเพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปลายปี 2015 นี้ ในอีกแง่หนึ่งก็กำลังสร้างปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง และเป็นกำแพงสำคัญด่านสุดท้ายที่เฟดต้องชั่งน้ำหนักไม่น้อยว่าจะกล้าข้ามกำแพงเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าไปหรือไม่
แน่นอนว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้นักลงทุนแห่ถอนเงินจากตลาดเกิดใหม่ วิ่งกลับเข้าไปลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง จนยิ่งทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินสำคัญๆ เช่น ยูโร และเยน โดยเฉพาะเมื่อสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ก็จะยิ่งฉุดให้ค่าเงินของตัวเองอ่อนค่าลง และดันให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก
ยังไม่ทันที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย เมื่อวานนี้ เงินเหรียญสหรัฐก็ตอบรับสัญญาณล่วงหน้าไปแล้วด้วยการแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อเทียบกับยูโร อยู่ที่ 99.345 เหรียญสหรัฐ/ยูโร และยังแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งเมื่อเทียบกับเงินเยน
ฝ่ายที่เจ็บหนักจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น คือ บรรดาภาคเอกชนของสหรัฐ ดังจะเห็นได้จากการประกาศรายได้ไตรมาส 3 ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า ในไตรมาส 3 ผลกำไรและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลงถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน หากเฟดยิ่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินเหรียญสหรัฐก็จะยิ่งแข็งค่ามากขึ้นไปอีก โดย เคธี โจนส์ หัวหน้านักกลยุทธของชาร์ส ชแวบ แอนด์ โค. บริษัทโบรกเกอร์จากซานฟรานซิสโก คาดการณ์ว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก 5-10% เลยทีเดียว
เฟดเองก็เคยแสดงความกังวลต่อการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้
ครั้งแรก ย้อนกลับไปเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดยังคงคาดการณ์ว่าสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าเฟด ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากการเก็งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เฟดใช้พิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ย ผลจากความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ตลาดต่างคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว ฉุดให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐร่วงกราว อ่อนค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ต่อมาในการประชุมเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เฟดยังคงไม่เคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ทว่าการจ้างงานที่แข็งแกร่งในช่วงนั้นกลับเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนเก็งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเมื่อเทียบกับค่าเงินเอเชียแล้ว ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
แต่อย่างที่ทราบกันดี เฟดยังคงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. โดยให้เหตุผลว่า กังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ รวมถึงค่าเงินของประเทศคู่ค้าสินค้าโภคภัณฑ์กับคู่ค้าหลักอื่นๆ
จากรายงานการประชุมของเฟดเดือน ก.ย. ระบุว่า การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก และจะยิ่งทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้น หรือก็คืออัตราเงินเฟ้อจะยังคงต้วมเตี้ยมต่อไปนั่นเอง ซึ่งถือเป็นอีกครั้งใหญ่ๆ ที่เฟดกังวลต่อการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ส่งสัญญาณจะขยายมาตรการซื้อคืนพันธบัตร หรือธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ที่เดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ พ.ย.ปีที่แล้วด้วย
ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางต่างๆ ส่งผลให้ค่าเงินของแต่ละประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเหล่านั้นนั่นเอง ซึ่งค่าเงินเหรียญสหรัฐจะยิ่งแข็งค่าขึ้นและกระทบต่อภาคเอกชนสหรัฐอีก หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว ก็มีเหตุผลสนับสนุนไม่น้อยเช่นกันว่า เยลเลนและคณะเอฟโอเอ็มซีอาจตัดสินใจกัดฟันโดดข้ามปราการค่าเงินเหรียญสหรัฐไป
ปัจจัยสำคัญที่สุด คือการจ้างงานตามที่ได้ระบุไปข้างต้นแล้ว และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยตามที่เฟดเคยระบุในการประชุมแทบทุกครั้ง
ในขณะเดียวกัน นอกจากตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาสวยงาม การบริโภคภายในประเทศก็ยังดีอยู่ โดยแม้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะเติบโต 1.5% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.6% และลดจากไตรมาส 2 ที่ 3.9% แต่การบริโภคภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าไตรมาส 2 เล็กน้อย
ด้านค่าแรงเองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น
นอกจากนี้ เฟดยังมีเหตุผลที่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย โดยการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0-0.25% มาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ปี 2008 ส่งผลกระทบให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเมื่อประกอบกับการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ถึง 3 ครั้ง ซึ่งอัดฉีดเงินเข้าระบบรวมกัน 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงและก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ที่รอวันแตกได้
กระทั่งเยลเลนเองก็เคยระบุภายหลังการประชุมเมื่อเดือน ก.ย. ว่า การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น สะท้อนว่าไม่เพียงแต่โลกและตลาดเกิดใหม่เท่านั้นที่ต้องปรับตัวรับทุนไหลออก แต่เศรษฐกิจสหรัฐเองก็ต้องปรับตัวรับภาวะค่าเงินแข็งค่าตามมาด้วย
อย่างไรก็ตาม เฟดเองย่อมไม่ปล่อยให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแรงและเร็วเกินไปจนกระทบต่อการฟื้นตัวในประเทศเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งจะควบคุมผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
วิลเลียมส์ เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไปอย่างช้าๆ มากกว่าช่วงกลับมาใช้มาตรการทางการเงินแบบ “เข้มงวด” ระหว่างปี 2004-2006 และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยเร็วจะยิ่งเป็นผลดีต่อการกลับมาใช้มาตรการการเงินแบบปกติของเฟดอีกด้วย
นอกจากนี้ วิลเลียมส์ ยังระบุอีกด้วยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังเป็นการประกาศว่า “เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาแกร่งแล้ว” และยิ่งเพิ่มแรงซื้อภายในประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะแรงซื้อบ้านที่ตกต่ำลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008-2009
ฉะนั้น สำหรับเฟดแล้ว การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นสำหรับการกลับมาใช้มาตรการการเงินแบบ “ปกติ” แม้จะกังวลต่อการแข็งค่าของเงินก็ตาม และสำหรับภาคเอกชนของสหรัฐแล้ว ก็ต้องปรับตัวรับการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐให้ได้







