
กรมศิลปากรผนึกกำลัง 3 ฝ่าย ถวายความรู้แก่ ‘พระสังฆาธิการ’
ปัญหาการทุบทำลายโบราณสถานภายในวัดวาอาราม ไม่ว่าจะกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีเจตนาแอบแฝง
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
ปัญหาการทุบทำลายโบราณสถานภายในวัดวาอาราม ไม่ว่าจะกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีเจตนาแอบแฝง หรือความบ้าอำนาจของเจ้าอาวาสบางรูป ล้วนเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
วัดที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตามมาตรา 10 พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณสถาน หรือส่วนต่างๆ ของโบราณสถาน หรือขุดค้นสิ่งใดๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณโบราณสถาน เว้นแต่จะกระทำตามคำสั่งของอธิบดี หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี”
แต่ปัญหาคือพระสงฆ์น้อยรูปที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายโบราณสถาน
ในขณะที่เจ้าอาวาสมีอำนาจในการปกครองดูแลบริหารจัดการวัด ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จะซ่อมแซม รื้อถอน แม้กระทั่งทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างใดๆ ภายในวัด ก็ทำได้
เมื่อพระมีอำนาจเต็มมือ แต่ไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย หรือรู้แล้วขืนทำ โบราณสถานภายในวัดจึงถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า
อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ปัญหาการทุบทำลายโบราณสถานภายในวัดที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะเจ้าอาวาสบางรูปดื้อ คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของวัด ทั้งที่เป็นเพียงผู้ดูแลวัดเท่านั้น ที่สำคัญมีเจ้าอาวาสอีกไม่น้อยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
“วัดที่เจ้าอาวาสมีความเข้าใจ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ดี ยกตัวอย่างเช่น วัดพิชยญาติการาม วัดบวรนิเวศราชวรมหาวิหาร วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร วัดโสมนัสราชวรมหาวิหาร เป็นต้น ดำเนินการรื้อถอน ปลูกสร้าง หรือตกแต่ง ไม่เคยมีปัญหา เพราะทำตามระเบียบของกรมศิลปากรมาโดยตลอด”
อธิบดี กล่าวว่า เมื่อเจ้าอาวาสมาอยู่ในวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ท่านต้องรู้จัก พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ด้วย ไม่ใช่จะยึดแต่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เอาแต่กฎหมายตัวเองเป็นใหญ่
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กรมศิลปากรได้จัดโครงการถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการทุกปี หัวใจหลัก คือ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ในการดูแลวัด โดยเฉพาะวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ภายใต้ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจนัก
“โครงการถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการ เราทำมาหลายสิบปีแล้ว ผมเองยังเคยมาเป็นวิทยากรให้ สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ดูได้ที่ยังเกิดปัญหาทำลายโบราณสถานอยู่เรื่อยๆ เพราะพระสังฆาธิการ หรือเจ้าอาวาส ผู้มีอำนาจเต็มในวัดไม่มาเอง แต่ส่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสมาแทน พอกลับวัดไปก็ไม่มีสิทธิมีเสียง จะพูดจะสั่งการอะไรก็ไม่ได้ บางรูปก็ไม่ใส่ใจ นั่งหลับกัน ผมก็ยอมรับว่าการนำเสนอของวิทยากรของกรมศิลปากรเองอาจน่าเบื่อ ไม่สนุก ไม่ดึงดูด พระเลยไม่ฟัง
กรมศิลปากรนิมนต์พระสังฆาธิการและเชิญฆราวาสผู้สนับสนุนวัด เช่น มรรคนายก หรือไวยาวัจกร มาพร้อมกันทั้งพระทั้งฆราวาส แต่ที่ไม่สำเร็จ เพราะได้คนฟังที่ไม่มีอำนาจจริง เราไม่รู้เลยว่าเขาส่งใครมา เช่น ถ้าได้คนที่มีอิทธิพลพูดแล้วเจ้าอาวาสฟังและเชื่อก็ดีไป แต่ถ้าส่งคนที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิไม่มีเสียง กลับวัดไปก็ไม่เกิดผลอะไร ที่ทำๆ มาก็เลยกลายเป็นเบี้ยหัวแตก”
เร็วๆ นี้นโยบายแรกหลังรับตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรที่จะเร่งทำ ก็คือ ปฏิรูปโครงการถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการเสียใหม่ คราวนี้จะจัดอบรมใหญ่ถวายความรู้แก่พระสังฆาธิการในพื้นที่ 22 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์
“ที่ผ่านมา เรามีเงินงบหลักล้านจะแจกจ่ายสำนักศิลปากรคนละ 1-2 แสนบาท แล้วจัดอบรมเล็กๆ น้อยๆ 20-30 รูป ผมบอกปีนี้ไม่เอา กรมจะจัดใหญ่เลยที่พุทธมณฑล โดยร่วมกับทางมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นอกจากนี้ผมยังกราบเรียนขอให้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ให้เมตตามาเป็นประธาน เพราะว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ปกครองดูแลวัดใน กทม.และภาคกลางทั้งหมด
ถ้าไม่เชิญมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาร่วมด้วย ก็จะพูดคนละภาษา เพราะพระจะฟังสำนักงานพุทธฯ และมหาเถรสมาคม โดยไม่ฟังเรา แต่ครั้งนี้เราจะอธิบายกฎหมายอย่างละเอียด เปิดโอกาสให้ซักถามทุกข้อเลย เพื่อให้เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย
อธิบดี กล่าวส่งท้ายว่า ถ้าเป็นวัดสร้างใหม่ จะสร้างอะไรวิลิศมาหราก็เชิญ เราจะไม่เข้าไปยุ่งเลย แต่ถ้าเป็นโบราณสถาน กรมศิลปากรต้องเข้าไปดูแล เพราะสร้างมาก่อนที่ท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสนับร้อยปี จึงต้องขอให้ร่วมมือกันอนุรักษ์และพัฒนา”
นี่คือโครงการใหญ่ที่อธิบดีกรมศิลปากรคนล่าสุด ลั่นวาจาว่าจะเดินหน้าให้สำเร็จ







