
การช่วยเหลือ SME ของไทย
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ที่แถลงซ้ำๆ อยู่ประเด็นหนึ่ง คือ การช่วยเหลือเอสเอ็มอี (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ของไทย ปัจจุบันน่าจะมีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านราย แน่นอนว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง หลายๆ ประเทศตระหนักดีว่าเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มกิจการที่ช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี มูลค่าที่เอสเอ็มอีสร้างให้กับจีดีพีของประเทศนั้น อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของจีดีพีรวม
ในยุโรปนั้นเอสเอ็มอีแทบจะกลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตัวเลขเมื่อ พ.ศ. 2553/2554 ยุโรปมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ประมาณ 20 กว่าล้านราย หรือเกือบจะ 100% ของเศรษฐกิจยุโรป สำหรับญี่ปุ่นนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะรัฐบาลได้ให้การส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยกำหนดเป็นกฎหมายมาเป็น 100 กว่าปีแล้ว และเอสเอ็มอีก็เติบโตสร้างผลงานทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทใหญ่ๆ
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเอสเอ็มอีของไทยนั้น ทำกันหลายหน่วยงานมาก ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากมีเอสเอ็มอีหลายประเภท ความต้องการและปัญหาจึงแตกต่างกันไป การช่วยเหลือจึงต้องศึกษาพิจารณาให้ดี ที่สำคัญคือให้เขาช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่แบมือขออย่างเดียว พอล้มเหลวก็โทษรัฐบาล เอสเอ็มอีของต่างประเทศนั้นเขาตีนถีบปากกัดกันจริงๆ ส่วนเอสเอ็มอีของไทยก็มีจำนวนมากที่เรียกได้ว่า “วิ่งสู้ฟัด” แต่ก็มีมากเช่นกันที่คาดหวังความช่วยเหลือจากรัฐค่อนข้างมาก วิธีการที่จะช่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องให้ชัดเจนก่อนว่าหลักเกณฑ์อะไรที่จะถือว่าเป็น
เอสเอ็มอี
ถ้าดูจากพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ประกอบกับกฎกระทรวงที่ออกโดยกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดว่ากิจการอะไรเป็นวิสาหกิจขนาดกลาง กิจการอะไรเป็นวิสาหกิจขนาดย่อม ก็พอจะสรุปได้ดังนี้
- วิสาหกิจ หมายถึง กิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง กิจการค้าปลีก หรือกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- กองทุน หมายความว่า กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
- องค์การเอกชน หมายความว่า องค์การของเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือตามกฎหมายเฉพาะที่มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือวิสาหกิจขนาดย่อมที่ดำเนินการในทางการอุตสาหกรรม การบริการ หรือการค้า และให้หมายความรวมถึงองค์การเอกชนอื่นที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย
ส่วนขนาดนั้น ได้แก่
1.วิสาหกิจขนาดย่อม ได้แก่ กิจการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(1.1) กิจการผลิตสินค้าที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 50 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50 ล้านบาท
(1.2) กิจการให้บริการที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 50 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50 ล้านบาท
(1.3) กิจการค้าส่งที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 25 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50 ล้านบาท
(1.4) กิจการค้าปลีกที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 15 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 30 ล้านบาท
2.วิสาหกิจขนาดกลาง ได้แก่ กิจการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(2.1) กิจการผลิตสินค้าที่มีจำนวนการจ้างงานเกินกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 200 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท
(2.2) กิจการให้บริการที่มีจำนวนการจ้างงานเกินกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 200 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท
(2.3) กิจการค้าส่งที่มีจำนวนการจ้างงานเกินกว่า 25 คน แต่ไม่เกิน 50 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาท
(2.4) กิจการค้าปลีกที่มีจำนวนการจ้างงานเกินกว่า 15 คน แต่ไม่เกิน 30 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรเกินกว่า 30 ล้านบาท แต่ไม่เกินกว่า 60 ล้านบาท
เมื่อได้ทราบแล้วว่ากิจการใดจัดเป็นธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อม ก็ควรมาดูว่าวิธีการให้ความช่วยเหลือนั้นควรจะเป็นอย่างไร ที่จะเป็นการให้เขายืนหยัดด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะปัจจุบันนี้เด็กรุ่นใหม่ต่างก็ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจกันทั้งนั้น พวกนี้จะได้รับการช่วยเหลือไหม โดยอาจจะไม่ใช่ “S” เสียด้วยซ้ำ แต่น่าจะเป็น “Micro” มากกว่า พวกนี้จะได้รับการช่วยเหลือไหม หรือปล่อยไปก่อน โดยช่วยเหลือแต่พวก “S” และ “M” ก่อน
แน่นอนว่า เรามีธนาคารเอสเอ็มอี มีมาตรการด้านดอกเบี้ย มีการอบรมการเขียนแผนธุรกิจ มีการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาด้านเทคโนโลยี หากบริษัทเหล่านั้นประสบปัญหา มีการพัฒนาคุณภาพ คัดสรรกลุ่มที่น่าจะส่งออกได้ มีโครงการพี่จูงน้องไปต่างประเทศ มีการนำเรื่องการวิจัยและพัฒนาเข้าไปช่วย ประเด็นคำถาม คือ การให้ความช่วยเหลือเหล่านี้เพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศกำลังจะเป็นเออีซี (ASEAN Economic Community) ในสิ้นปีนี้ การแข่งขันจะสูงขึ้น นอกจากนี้เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นซึ่งทำงานเป็นระบบกว่าไทย และยังมีบริษัทแม่ที่พร้อมจะรับซื้อสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอยู่แล้วเป็นปัจจัยสำคัญ เอสเอ็มอีของไทยจะสู้เขาได้ไหม
ทำอย่างไร เอสเอ็มอีของไทยจึงจะทำงานเป็นระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีมาตรฐาน หน่วยงานเจ้าภาพควรจะเป็นใคร หากเป็น สสว. จะมองภาพรวมได้ไหม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อยกมาตรฐานของเอสเอ็มอีของไทยให้สูงขึ้น แข่งขันในตลาดโลกได้ งานนี้ผู้เขียนเห็นว่าคนไทยต้องทำงานเป็นทีม หลายหน่วยงานทำให้ต่อเนื่องกัน ไม่ใช่รุมกัน ทำแต่ต่างคนต่างทำเหมือนกรณีโอท็อป (OTOP) ที่ผ่านมา ในที่สุดก็ไม่พัฒนาเท่าที่ควร







