
CORRUPTION บานทะโร่แก้เกม...อย่าลืมแก้โกง
“
ในอดีตการคอร์รัปชันจะอยู่ที่ 3% แต่บัดนี้นับวันมันมีแต่จะขยายใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นจนถึง 3040% แล้ว”ถ้าเป็นคนอื่นพูดก็คงไม่เท่าไหร่ แต่นี่ ดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทยเป็นคนพูด แถมพูดในงานว่าด้วยบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ซึ่ง 3 องค์กรสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับหอการค้าต่างประเทศในไทยจัดขึ้น
งานเดียวกันนี้เองที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นที่ที่น่าลงทุน และเป็นประเทศเป้าหมายการลงทุนของต่างประเทศอยู่ และขณะนี้ไทยผ่านวิกฤตมาแล้ว เป้าหมายการลงทุนหลังจากนี้จะเป็นอีกชั้นหนึ่ง คือ ไม่ใช่แค่ผ่านภาวะวิกฤตไปให้ได้ แต่จะเป็นการขับเคลื่อนไปข้างหน้า สร้างความได้เปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน
แต่เราจะไปข้างหน้าได้ไกลสักเท่าไหร่ หรือจะไปได้ไหมหากมีการคอร์รัปชันกันขนาดนั้น?
เสียงครวญของประธานสภาหอการค้าไทยไม่ใช่ตัวเลขกำไรขาดทุนของนักลงทุนเท่านั้น ฐานของภูเขาน้ำแข็งนั้นมีทั้งประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีของประชาชน ปัญหาของการลงทุน ฯลฯ
ตัวเลข 3040% ที่ประธานสภาหอการค้าไทยพูดถึงนั้นเป็นตัวเลขที่เพิ่งพรวดพราดขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปี และเป็นตัวเลข
“บนโต๊ะ” มิใช่ “ใต้โต๊ะ” ของกิจการบางประเภทเท่านั้น ความจริงวันนี้คือบางธุรกิจถูกโขกเงินค่าต๋งถึง 50% ก็มีจะว่าไปการคอร์รัปชันเกิดมาช้านาน แต่ผู้ทำธุรกิจกับภาครัฐย่อมทราบว่า ก่อนรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศ ตัวเลขที่ต้องจ่ายกันในขณะนั้นอยู่ที่ 510% และต้องจ่ายกันอย่างกระมิดกระเมี้ยน ไม่ได้โจ๋งครึ่มเหมือนสมัยหลังๆ ที่สำคัญถ้าโครงการใดต่ำกว่า 50 ล้านบาท ก็จะไม่มาแตะต้องกัน เพราะถือว่ามีมูลค่าต่ำเกินไป
“10%
นี่ถือว่าอย่างหรูแล้ว” ผู้บริหารองค์กรเอกชนรายใหญ่รายหนึ่ง ระบุตัวเลขดังกล่าวได้ขยายตัวเป็น 2 หลักในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากยุค พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศไปได้พักหนึ่ง
จาก 510% กลายเป็น 1015% !
ขอโทษ ราคานี้มิใช่ราคาในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะนั่นเป็นอีกตัวเลขหนึ่งซึ่งสูงกว่านี้
การอยู่ในอำนาจยาวนานจนเกือบ 8 ปีของพรรคไทยรักไทยนั้น ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้มแข็งอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อภาคธุรกิจจะได้อานิสงส์จากการฟื้นฟูและเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการเรียกเปอร์เซ็นต์ก็ทะยานไปเป็น 20% เป็นอย่างน้อย จนถึงเกือบๆ จะ 30%
นั่นว่าสูงแล้ว และนึกว่ามันจะหยุดอยู่แค่นั้น แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ หลุดจากอำนาจ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตัวเลขดังกล่าวขยับมาอยู่ที่ 30% อย่างที่ ดุสิต ระบุ แต่นั่นก็เป็นเพียงขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 3050%
ผู้บริหารองค์กรเอกชนหลายรายระบุตรงกันว่า ตัวมาตรฐานตัวเลข 30% นั้นมีจุดเปลี่ยนสำคัญมาจาก โครงการก่อสร้างสนามบินหนองงูเห่า!
โครงการดังกล่าวได้เปลี่ยนโฉมหน้าการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่มีการเรียกรับเงินกินเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า 30% อีกแล้ว และไม่มีใครสนใจอีกแล้วว่าโครงการนั้นๆ จะมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาทหรือไม่ เพราะการทุจริตแนวใหม่นี่คือ กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว
ไม่ว่าโครงการใหญ่เล็ก โดนหมดถ้วนหน้า!
เรื่องเศร้าของคนไทยที่จ่ายภาษีทั้งหลาย คือ ทุกวันนี้โครงการไหนที่มีมูลค่ามากกว่า 20% สามารถใช้งบประมาณนั้นไปทำประโยชน์ได้จริงเกิน 50% ของโครงการก็นับว่าเก่งแล้ว
คำรำพึงของนักลงทุนที่เกิดในยุคที่ประเทศบริหารโดยนายกรัฐมนตรีที่เชื่อว่าสะอาดที่สุด ได้สะดุดคิด
ลำพังคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า คำรำพึงของภาคเอกเป็นปัญหาสำคัญ ต้องผลักดันด้วยการปฏิรูป พร้อมถามหาความกล้าหาญจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องให้มาเป็นพยานในการเอาผิดนักการเมืองหรือข้าราชการที่รับสินบน
ดังเช่น...
“ผมได้ย้ำกับตัวแทนภาคเอกชนไปว่า ถ้ามีเรื่องใดที่สามารถส่งมาและมีหลักฐานที่ชัดแจ้ง ผมจะดำเนินการแน่นอน”...นั้นหาได้แตกต่างจากการ ร้องหาใบเสร็จ ของ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูก่อนฟองสบู่แตก
หากมองถึงที่มาและสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนติดสินบนผู้มีอำนาจ เกิดจากความต้องการได้งาน และ/หรือ ต้องการเอารัดเอาเปรียบคู่แข่งขันด้วยการสมคบคิดกับนักการเมือง
เมื่อมองถึงที่มาของนักการเมืองไทย โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริต ย่อมเห็นได้ว่าคนเหล่านี้มาด้วยการซื้อเสียง และการลงทุนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนไปสู่ตำแหน่งในการบริหาร
เมื่อมีลงทุนย่อมมีการถอนทุน แสวงหาทุน สะสมทุนให้เพิ่มมากๆ ขึ้นไปเพื่อสร้างและรักษาอำนาจให้อยู่กับตัวตนและพวกพ้องตลอดไป
คอร์รัปชันเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเอกชนกับนักการเมืองฉ้อฉล
ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดไม่รู้
ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดไม่ทราบ
นายกรัฐมนตรีคนนี้จะมีวิธีกำราบอย่างไรหรือไม่? นั่นคือสิ่งที่ประชาชนอยากรู้...และอยากเห็น!







