
ตัดสิทธิตลอดชีวิต สะท้านการเมือง
อำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในมือของ กรธ.ทั้ง 21 คน ไม่ต่างอะไรกับการเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองในวันข้างหน้า
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเดินหน้าจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเฟสสองได้เริ่มต้นขึ้นมาอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เวลาร่วมๆ สัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป อาจจะยังไม่เห็นเค้าโครงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่าไหร่นัก แต่ถือว่ามีความคืบหน้าอยู่พอสมควร
การทำงานของ กรธ.เริ่มต้นจากการพิจารณากรอบการร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จำนวน 10 ข้อ และกรอบการร่างรัฐธรรมนูญตามความมุ่งหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 5 ข้อ ซึ่ง กรธ.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นหมดแล้ว
กระบวนการทำงานที่เริ่มจากขั้นตอนดังกล่าวเป็นความต้องการของประธาน กรธ.ที่อยากให้ กรธ.มีโอกาสแสดงความคิดเห็นว่าแต่ละคนมองกรอบการทำงานดังกล่าวอย่างไร รวมไปถึงแสดงจุดมุ่งหมายส่วนตัวว่าอยากให้ประเทศไทยในอนาคตมีรูปร่างหน้าตาออกมาเป็นแบบไหน จากนั้นฝ่ายเลขานุการ กรธ.จะนำความคิดเห็นทั้งหมดไปประมวลเพื่อจัดทำเป็นบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราต่อไป
ทั้งนี้ กรธ.ได้พิจารณาตามขั้นตอนข้างต้นเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่ กรธ.นำประเด็นที่ว่าด้วยการกลั่นกรองบุคคลเข้าสู่อำนาจมาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย
มาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่า “การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด”
โดยมีรายงานว่า กรธ.เห็นตรงกันแล้วว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีมาตรการจัดการกับกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองให้มีความโปร่งใสมากที่สุด ซึ่งจะเน้นไปที่ตัวบุคคลเป็นหลัก
สัญญาณกับการปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ระดับตัวบุคคลเริ่มชัดเจนและแรงมากขึ้นด้วยท่าทีของมีชัยเอง
“ข้าราชการตัวเล็กๆ ไปโกงข้อสอบยังถูกห้ามไม่ให้เป็นข้าราชการตลอดชีวิต นักศึกษาที่โกงการสอบก็ไม่มีทางได้เข้ามาในมหาวิทยาลัยได้เลย แล้วทำไมคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ถ้าผิดต่อหน้าที่กลับบอกว่า 5 ปีผ่านไปแล้วเอามาเถอะ เบื้องหลังของเหตุผลมันคืออะไร ผมก็พร้อมรับฟังและช่วยยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการทุจริตอีก
ตรงนี้ กรธ.กำลังคุยกันอยู่ว่าเรื่องบางเรื่องอาจจำเป็นต้องให้มีผลย้อนหลัง คนที่จะมาปกครองต้องมีความโปร่งใสทุกด้านเพื่อให้ประชาชนสามารถยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ” ท่าทีที่ออกมาจากประธาน กรธ.
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวอาจไม่ใช่ประเด็นใหม่ในทางการเมืองเสียทีเดียว เนื่องจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้ว ก็ได้เขียนร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะของการห้ามนักการเมืองที่มีรอยตำหนิกลับสู่อำนาจอีก แต่ไม่ได้ระบุชัดว่าจะให้มีย้อนหลังหรือไม่
เวลานั้นถึง กมธ.ยกร่างฯ จะไม่ระบุชัดในเรื่องการมีผลย้อนหลัง แต่มีผลให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการที่ กมธ.ยกร่างฯ ถูกกล่าวหาว่าจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
มาครั้งนี้เมื่อดูจากที่ประธาน กรธ.ลั่นวาจาเอาไว้พอจะเริ่มเดาออกว่ารอบนี้ “เอาจริง” ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 2 รูปแบบ ระหว่างสุดซอยกับไม่สุดซอย
“สุดซอย” ในที่นี้หมายถึงการตัดสิทธิกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มย้อนหลังตลอดชีวิตไม่ว่าจะเป็น กลุ่มบ้านเลขที่ 111-109 ที่ต้องโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง เพราะมีผู้บริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง กลุ่มอดีตนักการเมืองที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้ใบแดง ต่อด้วย กลุ่มบุคคลที่ถูกถอดถอน ทั้ง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ในคดีโครงการรับจำนำข้าว เช่นเดียวกับ กลุ่มคนที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริต เช่น ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นต้น
ขณะที่รูปแบบ “ไม่สุดซอย” มีแนวโน้มที่อาจจะออกมาใน 2 ทิศทางด้วยกัน
ทิศทางที่หนึ่ง คือ ตัดสิทธิย้อนหลังตลอดชีวิตเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ถูกใบแดง คดีถอดถอน และคดีทุจริต โดยปล่อยให้พวกกลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีสิทธิกลับมาสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้ ภายใต้เหตุผลที่ว่าในเมื่อได้รับโทษการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งครบ 5 ปีแล้วก็ควรได้สิทธิดังกล่าวคืน
ส่วนทิศทางที่สอง คือ การระบุถึงคุณสมบัติของ สส.ที่ต้องไม่เป็นบุคคลที่เคยถูกถอดถอน ไม่เคยต้องโทษทุจริตเลือกตั้ง และต้องไม่เคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญให้หมด เพียงแต่ไม่ให้มีผลย้อนหลัง
ดังนั้น อำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในมือของ กรธ.ทั้ง 21 คน ไม่ต่างอะไรกับการเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองในวันข้างหน้า ถ้าเขียนได้ดีและจัดวางเนื้อหาได้อย่างสมดุลและเหมาะสม อุณหภูมิของประเทศก็คงไม่สูง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าประเทศกำลังเข้าสู่สถานการณ์ของการเผชิญหน้าอีกครั้ง







