
สหรัฐส่งออกน้ำมัน?
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงคะแนนเสียง ด้วยเสียงข้างมาก 261 ต่อ 159 เสียง ให้ยกเลิกกฎหมายที่ห้ามสหรัฐส่งออกน้ำมัน ซึ่งมีการประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 1975 แม้ว่าผลการออกเสียงดังกล่าวจะไม่ถึง 290 เสียง ที่จะเพียงพอที่จะคว่ำสิทธิวีโต้ของประธานาธิบดีได้ แต่ก็เป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันภายในสหรัฐที่ต้องการจะกลับมาส่งออกน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง
ย้อนกลับไปในอดีตนั้น กฎหมายห้ามการส่งออกน้ำมันของสหรัฐได้รับการประกาศใช้เมื่อปี 1975 ภายหลังจากการที่เกิดวิกฤตกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกหรือโอเปก ได้สั่งหยุดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้กับกรณีการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งจาก 3 เหรียญสหรัฐ ไปเป็น 12 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในชั่วข้ามคืน ครั้งนั้นทำให้สหรัฐต้องออกกฎหมายห้ามการส่งออกน้ำมันดังกล่าวเพื่อปกป้องตลาดภายในประเทศของสหรัฐเอง โดยยกเว้นการส่งออกน้ำมันไปยังแคนาดา ซึ่งยังคงกระทำได้
แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงประการหนึ่งสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐก็คือ สหรัฐเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลก แต่ไม่ได้มีการส่งออกไปยังต่างประเทศยกเว้นแต่การส่งออกไปยังแคนาดา ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐยังกลับนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นปริมาณมหาศาล และคาดว่าในปี 2019 ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 13.1 ล้านบาร์เรล/วันทีเดียว
ในขณะนี้อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่น่าหวาดวิตกอย่างยิ่ง คือ ในขณะที่ศักยภาพการผลิตน้ำมันของสหรัฐนั้นได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดานหรือเชลออยล์ โดยอาศัยเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เรียกว่า ไฮดรอลิก แฟรกเตอริ่ง แต่กระนั้นสหรัฐกลับไม่สามารถหาที่ “ระบาย” น้ำมันที่ผลิตได้เพิ่มมากขึ้นได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากภาวะสงครามราคาน้ำมันที่ระเบิดขึ้นภายหลังจากที่โอเปกยืนกรานไม่ลดกำลังการผลิต ซึ่งกดให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดต่ำลงอย่างน่ากลัวในระยะที่ผ่านมานั้น
ยิ่งทำให้บรรดาอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐยิ่งต้องเร่งหาทางออก
ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านโหวตในครั้งนี้ แม้ว่าจะมีโอกาสสูงที่จะถูกประธานาธิบดี บารัก โอบามา ใช้สิทธิวีโต้ยับยั้ง เพราะแนวทางของโอบามานั้นไม่เห็นด้วย และต้องการผลักดันการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากกว่า แต่กระนั้น ก็ถือเป็นการเปิดช่องเปิดสัญญาณใหม่ว่า อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐต้องการกลับมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในอนาคตอย่างแน่นอนครับ







