
จีดีพีไทยขยายต่ำสุดในภูมิภาค แล้วยังไง? (1)
ผมได้อ่านข่าวการพยากรณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยสิ้นปี 2558 จากธนาคารโลกที่ประเมินไว้ที่ 2.5% ซึ่งหากเทียบเคียงกับภูมิภาคน่าจะถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหาหลักคงมาจากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
ผมได้อ่านข่าวการพยากรณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยสิ้นปี 2558 จากธนาคารโลกที่ประเมินไว้ที่ 2.5% ซึ่งหากเทียบเคียงกับภูมิภาคน่าจะถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหาหลักคงมาจากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
ทุกคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นก็คงรู้เหมือนๆ กันว่า GDP ใช้วัดอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ พูดง่ายๆ กว่านั้นคือ ใช้วัดว่าแต่ละประเทศในแต่ละปีมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีเลวอย่างไร เมื่อเทียบกับประเทศอื่น GDP ประกอบด้วยสูตรง่ายๆ แต่อธิบายยากคือ GDP = Consumption (C) + Investment (I) + การใช้จ่ายภาครัฐ (G) + การส่งออกสุทธิ (Net Export)
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนกันอย่างหนึ่ง ขอย้ำว่าทั่วโลกคืออัตราการขยายตัวของ GDP ทั้งโลกนี้อยู่ในช่วงขาลง จากกราฟที่นำมาแสดงให้ดูเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งโลก ทั้งเอเชียแปซิฟิก จีน และประเทศไทย มีแนวโน้มจีดีพีลดลงทั้งสิ้น
ปัญหาต่อไปคือ ทำไมประเทศไทยจึงมีอัตราการขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาคนี้ อันนี้ต้องกลับไปดูสูตร GDP ง่ายๆ ที่ว่า เพื่อไม่ให้ยืดยาว พอสรุปปัญหาของประเทศไทยได้ว่า เราพึ่งการส่งออกเป็นหลัก (Net Export) ประมาณ 60% ของจีดีพีประเทศ ส่งออกประมาณ 7.3 ล้านล้านบาท จากจีดีพีทั้งหมด 12 ล้านล้านบาทโดยประมาณ (ปี 2557) เมื่อส่งออกติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขาลง ประเทศไทยจึงกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ
ส่วนตัวกระตุ้นจีดีพีตัวอื่นนั้น ไม่ว่าตัว C หรือการบริโภคภายในประเทศ ตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูงราวๆ 80% ของจีดีพี คนก็ระมัดระวังการใช้เงิน สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะหนี้เสียมีแนวโน้มสูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชน (I) ก็ไม่เกิดหรือช้า มันเลยเหลือตัวเดียวที่พอจะทำได้
และเข้าใจว่ารัฐบาลก็เร่งมาตรการนี้ชนิดไม่ได้หลับได้นอน นั่นคือ G หรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ต้องใช้เวลากว่าเม็ดเงินจะลงถึงมือและเกิดการขบวนการขับเคลื่อน นั่นหมายความว่า G อาจมีผลต่อจีดีพีปีหน้า (2559)
สรุปคือ เมื่อเราพึ่งโลกและโลกเป็นอย่างนี้ และมาถึงตรงนี้แล้ว รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อกระตุ้นจีดีพีแล้ว ซึ่งตามทฤษฎีหากกระตุ้นได้ ห่วงโซ่เศรษฐกิจก็หมุนเวียนธุรกิจ ใหญ่ กลาง เล็ก เกษตรกร ก็จะทำมาค้าคล่อง แต่เราคงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ระยะสั้น แม้จะอยากทำ เพราะทุกส่วนถึงมีข้อจำกัดของมันทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราอาจต้องมองต่างมุมไปสักหน่อย เลิกเอาจีพีดีเป็นลมหายใจของประเทศชั่วคราว
ที่เขียนแบบนี้มีจุดประสงค์สำคัญอยากสื่อถึงผู้เกี่ยวข้องว่า ทุกคนรู้ว่าบ้านเมืองตอนนี้อยู่ในสถานะพิเศษ เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำ และคงต่ำอีกหลายปี แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก โชห่วยจำนวนมาก แม้แต่เกษตรกรกลับไม่ได้คิดว่าเรื่องจีดีพีนี้สำคัญจนจะคอขาดบาดตาย แม้ในที่สุดแล้วตามหลักเศรษฐศาสตร์ทุกอย่างย่อมเชื่อมโยงกันหมด
ที่ค่อนข้างมั่นใจเรื่องนี้ก็เนื่องจากภารกิจส่วนหนึ่งที่เป็นนักวิชาการและอนุกรรมการในโครงการ สนช. พบประชาชน ได้ลงไปพบประชาชนต่างจังหวัดในหลายพื้นที่ และส่วนใหญ่เป็นฝ่ายที่ต้องเตรียมข้อมูลล่วงหน้า ไป
ล่วงหน้า พบนักธุรกิจ ผู้นำชุมชน ผู้นำเกษตรกร เพื่อให้การทำงานของคณะใหญ่ สนช. สั้นที่สุด ตรงเป้าที่สุด มีประสิทธิภาพ ต้องลงไปเตรียมการ ผมพบว่าไม่มีใครสนใจเรื่องจีดีพีเลย ไม่เคยได้ยินกับหู ปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในชุมชน เช่น ที่ทำกิน การทำมาหากินฝืดเคือง โชห่วยแข่งไม่ได้ ซึ่งภาครัฐส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการแก้ปัญหาได้มาก หากเปิดใจรับฟัง และร่วมแก้ปัญหากับชุมชน
ถ้าอนุมานไปแบบไม่เป็นสถิติ คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ได้สนใจเรื่องส่งออก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ส่งออก หรือไม่ได้เป็นหนึ่งใน ซัพพลายเชนของการส่งออก หากยกเรื่องจีดีพีออกไปก่อน เพราะเป็นเรื่องไกลตัวของเขาเหล่านั้น วันนี้เราทำอะไรให้คนส่วนใหญ่ในประเทศได้แบบไม่ต้องสนใจโลก ที่เป็นรูปธรรมได้บ้าง เอาแบบชัดๆ เลย เช่น ปัญหาโครงสร้างแข่งขันการประกอบธุรกิจภายใน ที่ตอนนี้มีการพยายามผลักดันกฎหมายแข่งขันทางการค้า ปี 2542 และมีการปรับปรุงแล้ว ผ่านเวทีหลายเวที ให้เข้า ครม. และในท้ายสุดก็คงวนมาผ่านกฎหมายที่ สนช.
โดยหลักคิดตามทฤษฎี กฎหมายนี้จะช่วยให้นักธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีเวทีที่จะสร้างอำนาจการต่อรองต่อธุรกิจขนาดใหญ่ได้ แต่หากพูดมุมนี้อาจฟังดูรายใหญ่รายเล็กจะขัดแย้งกันสูงในอนาคต รายใหญ่ดูเป็นผู้ร้าย เลยอยากพามองโลกบวกอย่างสุดๆ ว่า มันอาจจะเกิดผลข้างเคียงในบางเซ็กเตอร์ที่แทนที่จะสู้กันในประเทศ พอกฎหมายออกมาก็กลายเป็นจับมือกันสร้างซัพพลายเชน หรือดีมานด์เชน เก่งเล็กสนับสนุนเก่งใหญ่ในประเทศ และเก่งใหญ่ก็พาตัวเองออกไปสู้โลกให้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย
เพราะเมื่อมีการปรับโครงสร้างทางกฎหมายรายใหญ่จะมีความยากลำบากขึ้นในการขยายตลาดในประเทศ รายกลางเล็กต่อรองได้มากขึ้น เพราะมีการดูแลตามกฎหมายให้เป็นธรรมขึ้น ก็อาจเป็นการบังคับกลายๆ ให้รายใหญ่ต้องผลักตัวเองไปข้างนอกแทน อาจเหนื่อยหน่อยแต่ด้วยทุน ด้วยทรัพยากรที่เต็มเปี่ยมท่านทำได้แน่ และยังเปิดพื้นที่ในประเทศให้รายกลาง รายเล็ก มากขึ้น แบ่งปันความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และสร้างพันธมิตรธุรกิจได้ง่ายขึ้น จนเกิด Value Chain แล้วดึงกันไปทั้งระบบรายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก เกษตรกร ชาวไร่ ผู้ผลิตสินค้าต้นน้ำ ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ และหลุดจากความขัดแย้งทางกฎหมาย 16 ปี ชักเข้าชักออก ครม. หลายรัฐบาลเหลือเกิน
ผู้เริ่มกฎหมายฉบับนี้เมื่อปี 2542 คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีต รมว.พาณิชย์ และมีการปรับอะไรหลายอย่างเป็นกรอบการทำงานระดับกระทรวง กรม แต่ยังไม่มีผลเป็นกฎหมายมา 16 ปีแล้ว ถือว่านานมากๆ
ลองมองแบบใหม่ ใจกว้างขึ้น เปิดเวทีคุยกันอีกสักรอบ แต่อย่าหยุดกฎหมายนี้ด้วยมีดเล่มเดียว เพราะมีข่าวว่ามีการล็อบบี้ไม่ให้เข้า ครม.ถ้าข่าวนี้จริง ขออย่าทำเลยครับ ฟันฉับเดียว เสียวทั้งประเทศ ฐานล้มยอดก็ล้มได้ ถ้าทำแล้วอารมณ์สังคมมันไปทางลบ ยังมีอีกหลายเวทีที่จะมาแลกเปลี่ยนความเห็นได้ เปิดเวทีคุยกันไม่ได้ 100 อาจได้ 80 ถ้ามาแก้มุมแบบนี้บ้างให้ทุกคนพออยู่ได้แบบมีกติกา จีดีพีจะไปทางไหนก็อาจไม่สำคัญต่อสังคมฐานหลักมาก สังคมสงบสุข พออยู่พอกิน แบ่งปันกัน รัฐบาลก็ไม่ต้องเหนื่อยมากในการผลักดันอะไรที่คนไม่เข้าใจ ยังมีเรื่องมากมายที่เราทำได้ที่จะบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่ต้องไปผูกตัวเองกับจีดีพีทั้ง 100%
เมื่อเช้าแม่ค้ากาแฟเปิดหนังสือพิมพ์ถามผมว่า จีดีพี 2.5% นี่ชัวร์ใช่มั้ย? ตกใจมาก แม่ค้าอินเตอร์เลยนะ ถามแกว่ากังวลกาแฟขายไม่ได้เหรอ แกบอกเปล่า ก็ขายอย่างนี้มา 10 กว่าปีแล้ว แต่จะเอาไปซื้อหวย เป็นงั้นไป
ไว้คราวหน้าจะมาว่าเรายังทำอะไรได้อีกในบ้านเราเอง ทุกมุมมืดย่อมมีแสงสว่างเสมอ







