
ใช้งบไร้ประสิทธิภาพ ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ
ความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเดินหน้าออกฤทธิ์ทั้งในทางบวกและทางลบกับเศรษฐกิจไทย
ความพยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเดินหน้าออกฤทธิ์ทั้งในทางบวกและทางลบกับเศรษฐกิจไทย
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่ออกมา ทั้งการให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านไปปล่อยต่อกับสมาชิกเพื่อสร้างอาชีพ ในแง่ดีถือเป็นช่องทางที่เติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว กระตุ้นการใช้จ่ายของเอกชน แต่ก็มีผลกระทบตามมา ทั้งการเร่งหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้น และการตรวจสอบการใช้เงินทำได้ยาก ว่าสมาชิกกองทุนนำเงินไปใช้สร้างอาชีพจริงหรือไม่ ยังไม่รวมกับภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยให้กับธนาคารออมสิน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่าเงินจากกองทุนหมู่บ้านมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด เพราะถือเป็นเม็ดเงินใหม่จริงที่เติมเข้าไปในระบบ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่ามาตรการกระตุ้นมีส่วนช่วยทำให้จีดีพีของไทยปีนี้เพิ่ม 0.1% ซึ่งถือว่าน้อย ทำให้ทั้งปีคาดว่าจีดีพีของไทยยังต่ำกว่า 3%
สำหรับมาตรการกระตุ้นในส่วนของการเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็ก ทั้งการแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท และการเร่งโครงการขนาดเล็กไม่ถึง 1 ล้านบาท มีการมองกันว่าไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมาก เพราะเป็นเม็ดเงินเก่าที่มีการตั้งอยู่ในงบประมาณปี 2558 อยู่แล้วในส่วนของการแจกเงินตำบลละ 5 ล้านบาท ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
การเร่งรัดลงทุนโครงการขนาดเล็กไม่ถึง 1 ล้านบาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ก็เป็นโครงการที่มีอยู่ในงบประมาณปี 2559 อยู่แล้ว 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นโครงการหาเงินเติมเข้ามาเพิ่มอีก 2.4 หมื่นล้านบาท โดยใช้งบกลางของปีงบประมาณ 2558 มาดำเนินการ โดยรัฐบาลกำหนดเส้นตายต้องดำเนินการให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ความเร่งรีบทำให้การใช้เงินในการลงทุนต่างๆ เป็นปัญหาให้รัฐบาลต้องปวดหัว เมื่อพบว่าโครงการจำนวนมากเป็นโครงการเบี้ยหัวแตกไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการ แต่เมื่อรัฐบาลเร่งให้ทำ หน่วยงานต่างๆ ก็ไปหาโครงการที่จะใช้งบประมาณกันอย่างเมามัน
โครงการเร่งลงทุนวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ที่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น การซ่อมแซมเสาธง 12 เมตร จ.ลำปาง 3 แสนบาท ลานจอดรถหน้าสนามไดรฟ์กอล์ฟ สถาบันการพลศึกษา จ.ศรีสะเกษ 8.39 แสนบาท ทาสีรั้วสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 9.9 แสนบาท สร้างโรงจอดรถ 6 คัน สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมา 2.5 แสนบาท สร้างรั้วที่ว่าการอำเภอสามพราน จ.นครปฐม สร้างลานอเนกประสงค์ จ.บุรีรัมย์ 9.9 แสนบาท สร้างพื้นที่เผยแพร่ข้อมูลสื่อสารท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ แห่งละ 1 ล้านบาท และซ่อมแซมป้อมยาม 2.4 แสนบาท เป็นต้น
จากโครงการดังกล่าว แม้ว่าจะทำได้เร็วจริง แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่าโครงการดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือเปล่า ที่สำคัญค่าก่อสร้างแต่ละโครงการสูงเกินความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้นอกจากไม่ส่งผลดีกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังกระตุกให้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลหม่นหมองลงอีกด้วย
ถึงแม้ว่ารัฐบาลพยายามออกมาตัดลมแต่ต้นไฟ การเร่งลงทุนไม่ว่าโครงการไหนมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนั้น อยากให้ดูภาพรวมของมาตรการ ไม่ควรไปจับตาเป็นจุดเล็ก ซึ่งฟังดูมีเหตุผล แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษีก็ต้องการให้รัฐบาลใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่าและให้รั่วไหลให้น้อยที่สุด
แม้ว่าการเร่งลงทุนเพื่อพยุงเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็น แต่เรื่องการใช้เงินภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ตกไปอยู่ในกระเป๋าใครโดยไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นนโยบายอันดับต้นๆ ก็ควรเร่งไปตรวจสอบความเหมาะสมของโครงการกระตุ้นให้เกิดผลดีกับเศรษฐกิจมากกว่าผลร้าย
หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า การเร่งลงทุนมีการยกเว้นการประมูล ที่สามารถเรียกผู้รับเหมามาตกลงราคาได้เลยในโครงการที่ไม่ถึง 5 แสนบาท และโครงการที่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็ให้ใช้วิธีสอบราคา การผ่อนผันนี้ทำให้เกิดรวดเร็ว แต่ก็ทำให้เกิดความไม่โปร่งใสในการประมูลโครงการเช่นกัน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เป็นผู้ตรวจสอบการใช้เงินอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่มีแนวคิดจะตรวจสอบเชิงรุก ทั้งที่เป็นโครงการที่มีช่องโหว่ในการว่าจ้างน่าจับตา โดยจะนั่งรอให้มีการร้องเรียนมาเท่านั้นถึงจะเข้าไปตรวจสอบ เพราะ สตง.ไม่อยากเป็นจำเลยของรัฐบาลว่าเป็นตัวขวางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเร่งลงทุนขนาดเล็กถึงจะทำได้ตามเป้าหมายดำเนินการได้เสร็จภายในปีนี้ แต่ในแง่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะพลาดเป้า เพราะโครงการจำนวนมากเป็นโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป็นโครงการที่หามาใส่เพื่อจะได้ใช้เงินเท่านั้นมีการประเมินกันว่าในส่วนของการลงทุนที่ได้เงินไปตำบลละ 5 ล้านบาท เป็นวงเงินรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท ก็จะมีผลอะไรไม่ต่างกับการเร่งโครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้การใช้เงินรวมกันกว่า 7 หมื่นล้านบาท เป็นเงินที่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจจริงคงเหลือเป็นเงินที่น้อยมาก
การที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่เน้นแต่ความเร็วไม่สนใจเรื่องอื่น ทำให้การใช้เงินกำลังสูญเปล่าอย่างที่ ธปท.ประเมินออกมาว่า จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 0.1% เท่านั้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ การใช้เงินแบบขอให้หมดไปทีของหน่วยงานต่างๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ภาพรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล กำลังกลายเป็นมาตรการกระตุกเศรษฐกิจให้ไม่ฟื้น และมีปัญหาการใช้เงินไม่คุ้มค่าปล่อยให้รั่วไหลเพียงแต่ต้องการเร่งใช้เงินให้หมดเพื่อสร้างผลงาน
ทั้งหมดยังไม่รวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งการลดภาษีที่ผู้ประกอบการที่แข็งแรงได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการที่อ่อนแอไม่มีกำไรก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ปรากฏการณ์มาตรการกระตุ้นพ่นพิษเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคาดไว้ก่อนหน้า เพราะรัฐบาลเร่งเรียกความเชื่อมั่นแบบจานด่วน ทำให้การใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจกลายเป็นการใช้เงินงบประมาณที่มีจำกัดไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ละลายเงินภาษีของประเทศโดยก่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไม่ได้มากเท่าที่คิด







