
เฟดขึ้นดอกเบี้ย
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
คำถามยอดฮิตสำหรับข่าวเศรษฐกิจโลกในขณะนี้นอกเหนือจากที่ว่าเศรษฐกิจจีนจะล่มหรือไม่ ก็ยังมีธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่กันแน่ ซึ่งในขณะนี้เข้าสู่ต้นเดือน ก.ย.แล้ว ยังไม่มีท่าทีว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนเมื่อไหร่ จะเดือน ก.ย.นี้หรือจะเดือน ธ.ค.
สองคำถามดังกล่าวนั้นมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นและตลาดทุนทั่วโลกอย่างมากในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อย่างดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐนั้นเจอทั้งกับความวิตกต่อเศรษฐกิจจีนและปัญหาความไม่แน่นอนของดอกเบี้ยว่าไม่รู้ว่าเฟดจะปรับขึ้นเมื่อไหร่ ทำให้ตลอดทั้งเดือน ส.ค. ดาวโจนส์ร่วงลงไป 6.6% เป็นเดือนที่ย่ำแย่ที่มีการติดลบมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2010 ทีเดียวครับ
ขณะที่เอสแอนด์พี -500 ทั้งเดือน ส.ค. ร่วงลง 6.3% แย่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012 เหมือนกับแนสแดกที่ร่วงลงไปทั้งเดือนที่ 6.9% แย่สุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012 เช่นกัน
ภาวะการดิ่งตัวของตลาดหุ้นก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจและความหวาดกลัวของนักลงทุนที่มีต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ
ในอนาคตที่ต้องบอกว่าในขณะนี้ยังเป็นภาพมัวๆ ไม่ชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ในขณะนี้นักลงทุนเริ่มหวาดๆ กับการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าแล้ว หลังจากบริบทของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากจีนนั้นกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหั่นค่าเงินของจีนลงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ทำให้เงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญของสหรัฐ จนสร้างความหวั่นเกรงว่าบรรดาบริษัทเอกชนสหรัฐที่ต้องพึ่งพาตลาดจีนนั้นอาจจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะสินค้าของสหรัฐจะแพงมากขึ้นทันที นอกเหนือจากที่สหรัฐจะขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างแน่นอนและนั่นยิ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
ล่าสุด สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟด ได้ส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะมีขึ้นเมื่อค่าเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งถ้าหากพิจารณาถึงสถานการณ์ในขณะนี้ค่าเงินหยวนเริ่มนิ่งขึ้น หลังจากที่อ่อนตัวลงไปในช่วงก่อนหน้านี้
ส่วนค่าเงินสหรัฐเองก็มีความนิ่งขึ้นเช่นกัน ทำให้นักลงทุนเริ่มตีความกันว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะมีขึ้นในเดือนนี้
ขึ้นเมื่อไหร่เงินสหรัฐก็จะแข็งขึ้นทันที ทุนก็จะไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐ เมื่อนั้นเอกชนสหรัฐก็จะยิ่งลำบากแน่นอนครับ







