
ปกครองอย่างปรองดอง(ตอนที่3)
“ประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์” นั้นน่าจะนำมาใช้กับคนไทยได้ เพราะคนไทยมีพื้นฐานในเรื่องของความสมานฉันท์พอควร
“ประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์” นั้นน่าจะนำมาใช้กับคนไทยได้ เพราะคนไทยมีพื้นฐานในเรื่องของความสมานฉันท์พอควร
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ท่านที่อ่านบทความเรื่องนี้ติดต่อกันมาถึง 3 สัปดาห์ คงจะต้องอ่านด้วยความปรองดองเป็นอย่างยิ่ง หนึ่ง คือ ปรองดองกับความอดทนที่ต้องอ่านเนื้อหาแบบ “ขนมผสมน้ำยา” ระหว่างวิชาการกับวิชาเกิน ที่อาจจะดูจริงมั่งเล่นมั่งคละเคล้ากันไป และสองปรองดองกับแนวคิดที่อาจจะเข้าใจยาก ซึ่งแน่นอนว่าบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย
อย่างแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์สำหรับคนไทย ที่บางท่านอาจจะโต้แย้งว่า แค่ประชาธิปไตยธรรมดาๆ ยังเป็นไม่ได้ แล้วจะไปเป็นประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์นี้ได้อย่างไร
สำหรับผู้เขียนและนักคิดในแนวรัฐศาสตร์อีกเป็นจำนวนมากเชื่อว่า “เป็นได้” และ “เป็นได้โดยง่าย” อีกด้วย
คนไทยโดยทั่วไปเป็นคนว่านอนสอนง่าย ตามทฤษฎีสังคมวิทยาบอกว่าเป็นเพราะอิทธิพลของกระบวนการอบรมกล่อมเกลาที่สำคัญใน 2 เรื่อง คือ ความเป็นเผด็จการในครอบครัว และชุมชนแบบชาวพุทธ
ความเป็นเผด็จการในครอบครัวเกิดขึ้นเพราะความรักลูกจนล้นเกินของพ่อแม่ คนที่เป็นพ่อแม่จึงชอบบังคับกะเกณฑ์ที่จะให้ลูกเป็นหรือทำอย่างที่ตนต้องการ ทั้งนี้ด้วยคำปลอบว่า “เพื่ออนาคตของลูก” แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ความสบายใจของพ่อแม่”
ความเป็นเผด็จการฝังแน่นเข้าด้วยกันกับสิ่งที่เรียกว่า “ความกตัญญูรู้คุณ” เพื่อเป็นการต่างตอบแทน อย่างที่คนโบราณเรียกว่าเป็น “ค่าน้ำนม” สำหรับพ่อแม่ ในขณะที่ลูกก็ได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดี แบบที่เรียกว่า “ไข่ในหิน” ซึ่งถ้ามองเชิงบวกก็ช่วยสร้างความแนบแน่นในสังคมครอบครัว และเกิดความผูกพันที่แน่นแฟ้นของระบบเครือญาติ พร้อมกับสร้างระบบอุปถัมภ์ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
แต่ถ้ามองด้านลบก็คือลูกช่วยตัวเองไม่ได้ ความเกรงกลัวต่อสังคมรอบด้าน คือ ขาดความมั่นใจในตนเอง ต้องพึ่งพิงผู้อื่นซึ่งก็เป็นด้านลบของระบบอุปถัมภ์นั้นด้วย ที่ทำให้ต้องมีคนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตหรือทิศทางที่จะก้าวเดินไปของแต่ละคน
สำหรับความเป็นชาวพุทธ คนไทยก็ถูกหล่อหลอมให้อ่อนน้อมถ่อมตน สมถะ สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ยิ่งถูกผสมด้วยความเชื่อที่ถูกแต่งเติมผ่านวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาดกหรือเรื่องแต่งอย่าง “ไตรภูมิพระร่วง” ที่ถ่ายทอดผ่านการแสดงและวรรณกรรมพื้นบ้าน ในเรื่องของ “เวรกรรม” “บุญกุศล” “ชาตินี้ชาติหน้า” หรือ “โชควาสนา” จึงทำให้คนไทยอยู่ในภาวะ “งมงาย” ซึ่งตรงข้ามกับ “ความฉลาดเฉลียว” ที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยชอบแข็งขืน หยัดยืน หรือถ้าจะทำอะไรก็ต้องถูกกระตุ้นหรือเร้า
ระดมอย่างรุนแรง
ท่านที่เคยเรียนวิชาพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองของไทย คงจะเคยพบกับคำว่า “คนไทยเป็นคนที่เฉื่อยชาทางการเมือง” ซึ่งได้อธิบายพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยว่า ไม่ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ต้องมีคนอื่นมาบงการชี้นำ อย่างที่เรามีปัญหาในการมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง อย่างคนกรุงเทพฯ ที่มาใช้สิทธิไม่เคยเกิน 50% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องบังคับให้คนไทยต้องมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
แต่ถึงวันนี้คนไทยก็ยังก้าวไปไม่พ้นกับคำว่า “ต้องชักจูง” ที่ในอดีตก็มีปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงหรือให้อามิสสินจ้าง ก็เป็นเพราะนักการเมืองต้องการความมั่นใจที่จะชนะเลือกตั้ง ในขณะที่ชาวบ้านก็ต้องการที่จะให้นักการเมืองมาเอาอกเอาใจ ทั้งก่อนเลือกตั้งคือการ “โปรยทาน” อย่างที่กล่าวมา และหลังเลือกตั้งก็ด้วย “การเทกระจาด” โดยนโยบายประชานิยมต่างๆ อย่างที่นักการเมืองต่างก็ลอกเลียนแบบกัน และ “เกทับ” กันอย่างน่าเสียวไส้นี้
ผู้มีอำนาจได้อาศัยความที่คนไทยเป็นคน “หัวอ่อน” และ “สบายๆ คือไทยแท้” เอาประโยชน์จากคนไทยด้วยกันมาโดยตลอด รวมถึงการปั่นหัวประชาชนออกมาปะทะกันในวิกฤต “สี” ที่เกิดขึ้นในระยะ 4-5 ปีนี้ด้วย
ที่จริงคุณลักษณะที่อาจจะดูหดหู่ของคนไทยอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เราอาจจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์นี้ได้โดยไม่ยากนัก เพราะในความที่เป็นคนหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย และประนีประนอมกันเป็นพื้นฐานนี้ ย่อมจะช่วยให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้โดยง่าย ทั้งนี้ขอเพียงแต่เราต้องมี “ผู้นำที่ดี” เกิดขึ้นเสียก่อน
ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย พิสูจน์ให้เห็นว่ายามใดที่เรามีผู้ปกครอง “ที่ดี” ไม่ว่าจะด้วยบุคคลที่มีความแข็งแกร่งกล้าหาญในยามที่ถูกรุกราน หรือบุคคลที่ชาญฉลาดในยามที่ต้องการการพัฒนา ประเทศไทยเราก็อยู่รอดมาได้และมีความเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยนั้น
ตรงกันข้ามถ้าเราได้ผู้ปกครองที่ “แย่ๆ” แม้คนไทยจะรักชาติหรืออยากช่วยชาติแค่ไหน ก็ไม่อาจจะนำประเทศรอดไปได้ และหลายครั้งก็ถึงกับเสียเอกราชและสูญสิ้นอธิปไตย ที่ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีภาวะเช่นนั้น อย่างผู้นำ “แย่ๆ” บางคนที่หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ไม่ล้มเลิกที่จะทำลายชาติ ด้วยการยุแหย่และหาโอกาสที่จะให้คนไทยต้องออกมาต่อสู้และทำลายล้างกันและกัน
ขณะนี้เรากำลังมีบรรยากาศดีๆ ของการสร้างความปรองดอง ที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นการสร้างภาพและซื้อเวลาของรัฐบาล แต่ถ้าเราพิเคราะห์จากตัวบุคคลและแนวทางในการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า คนเหล่านี้จะเอาอนาคตมาทิ้งไปด้วยกับรัฐบาล จึงต้องมองในแง่ดีก่อนว่า หนทางข้างหน้าของประเทศไทยน่าจะสดใสพอสมควร
เพื่อเป็นการร่วมสร้างอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน จึงขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับช่วยกันพัฒนาต่อไปว่า “ประชาธิปไตยแบบสมานฉันท์” นั้นน่าจะนำมาใช้กับคนไทยได้ เพราะคนไทยมีพื้นฐานในเรื่องของความสมานฉันท์หรือความปรองดองนี้ดีพอควร
ประการแรก คนไทยพร้อมที่จะยอมให้ใครก็ได้มาปกครอง ซึ่งถ้าได้ผู้ปกครองที่ดี สังคมไทยก็จะ “ไปโลด” หรือก้าวหน้าอย่างแน่นอน
ประการต่อมา คนไทยพร้อมที่จะเจรจาพูดคุย เพราะเราเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน โอบอ้อมอารี และเป็นมิตร ประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ คนไทยมีบทเรียนมาในประวัติศาสตร์ว่า ความร้าวฉานไม่ช่วยให้บ้านเมืองสงบสุข แม้จะเป็นชนชาติที่ลืมง่าย แต่ความกลัวสิ้นชาตินั้นได้ฝังอยู่ใน “ต่อม” ของคนไทยทุกคนเสียแล้ว
“ต่อม” นี้ก็คือความสำนึกของความเป็นคนไทยที่ยังมีสิ่งที่ช่วยผูกพันให้อยู่กันได้อีกหลายอย่าง ทั้งระบบสังคมครอบครัวอันเป็นพื้นฐานความเป็นปึกแผ่น หรือระบบอุปถัมภ์ที่ถ้าหากว่าเราจะนำมาใช้ในทางบวก เช่น การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็จะทำให้สังคมไทยนี้ยังน่าอยู่ รวมทั้งสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะอย่างทั้งศาสนาและพระมหากษัตริย์ก็ต้องมีวิวัฒนาการที่สามารถนำสังคมให้ยั่งยืนได้
ผู้เขียนก็เช่นเดียวกันกับคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังเชื่อในเรื่อง “บาปบุญ-เวรกรรม” และด้วยสิ่งเหล่านี้จึงยังเชื่อว่า ประเทศไทยจะอยู่รอดและถึงแก่ความร่มเย็นเป็นสุขในไม่ช้า
ไม่ในชาตินี้ก็ในชาติหน้านั่นแหละโยม!







