posttoday
ขายฝันตรึงแอลพีจีถาวร

ขายฝันตรึงแอลพีจีถาวร

05 กรกฎาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — นายกฯ ย้ำต้องแยกการใช้ก๊าซแอลพีจีให้ชัด ก่อนต่ออายุมาตรการปี 2554 ด้าน สนพ.ศึกษา 5 แนวทางเลือกปรับราคา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ว่า การต่ออายุมาตรการเพื่อลดภาระให้ประชาชน ซึ่งจะหมดอายุในเดือน ส.ค. 2553 และจะต่ออายุไปอีก 6 เดือนนั้น จะรวมการตรึงราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีออกไปด้วย แต่ต้องศึกษาและแยกการใช้ออกมาให้ชัดเจน เพื่อทำให้เป็นมาตรการถาวร และไม่ต้องรบกวนเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก

ทั้งนี้ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของประชานิยมและจะสร้างความเสียหายในอนาคตเพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดนั้น นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่าก๊าซหุงต้มที่ประเทศไทยใช้มาจาก 2 แหล่งคือ จากโรงกลั่นและการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในประเทศ ซึ่งยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีก๊าซธรรมชาติเพียงพอ ดังนั้นคนไทยควรได้ใช้ในราคาเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นราคาในตลาดโลก เพราะก๊าซหุงต้มไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยแต่จำเป็นต้องใช้จริง

ขณะที่สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำแนวทางการแก้ปัญหาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) หลังสิ้นสุดมาตรการในเดือน ก.พ. 2554 เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน ในการปรับเพิ่มราคาแอลพีจีทั้งราคา ณ โรงกลั่น ราคาขายส่ง และราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกันจะต้องดูแลผู้ใช้ในภาคครัวเรือนด้วยโดยในระยะสั้นควรปรับราคาขายปลีกเพิ่มเพื่อชดเชยการนำเข้า และต่อไปต้องทยอยปรับราคาแอลพีจี ณ โรงกลั่นให้สะท้อนต้นทุน

ทั้งนี้โดยวาง 5 แนวทางเลือกในการปรับราคาแอลพีจี ได้แก่ 1.ปรับขึ้นราคาแอลพีจีทุกภาคจากการจัดเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.72 บาท/ลิตรส่งผลให้ราคาขายปลีกเมื่อรวมกับภาษีมูลเพิ่มเป็น21.04บาท/ก.ก. ช่วยลดภาระการนำเข้าแอลพีจีได้เดือนละ 855 ล้านบาท 2.คงราคาภาคครัวเรือนแต่ปรับราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรม 10.15 บาท/กก.

3.คงราคาภาคครัวเรือนและขนส่ง แต่ปรับขึ้นภาคอุตสาหกรรม 14.02 บาท/กก. 4.ปรับขึ้นทุกภาคโดยขึ้นราคาภาคครัวเรือนเพียงครึ่งหนึ่งของราคาภาคขนส่งและอุตสาหกรรม และ 5.ปรับขึ้นราคาแอลพีจีทุกภาค โดยกองทุนน้ำมันฯ รับภาระครึ่งหนึ่งคิดเป็น 427 ล้านบาท/เดือนและให้ปรับขึ้นราคาตามแนวทางที่4 เพื่อลดภาระในส่วนที่เหลืออีก427 ล้านบาทเดือนส่งผลให้ราคาภาคครัวเรือนจะปรับขึ้นเพียง1.13 บาท/ก.ก. ส่วนภาคขนส่งและอุตสาหกรรมปรับขึ้น 2.26 บาท/ก.ก.

แนวทางการปรับราคาดังกล่าว จะใช้วิธีทยอยปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพื่อไม่ให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นมากนัก โดยอาจเพิ่มครั้งละไม่เกิน2 บาท/ก.ก.นอกจากนี้จะมีการเสนอให้ปรับราคา ณ โรงกลั่นให้สะท้อนต้นทุนเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายการผลิตให้เพียงพอเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นของโรงแยกก๊าซฯ ทางสนพ.กำลังศึกษาในรายละเอียดทั้งนี้ในการคำนวณเบื้องต้นคาดว่าราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซฯอยู่ที่ระดับ400440 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ส่วนการกำหนดราคาแอลพีจี ณโรงกลั่นน้ำมัน จะอิงกับราคาตลาดโลก โดยคาดว่าราคาแอลพีจีตลาดโลกอยู่ที่ 725 เหรียญสหรัฐ/ตัน และการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนการผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ75% บวกกับต้นทุนการผลิตจากโรงกลั่น25% ดังนั้นถ้าต้นทุนการผลิตจากโรงแยก๊าซฯที่ระดับ 420 เหรียญสหรัฐ/ตันและราคาจากโรงกลั่นเท่ากับ725 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 496 เหรียญสหรัฐ/ตัน สูงกว่าระดับปัจจุบันที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกแอลพีจีปรับสูงขึ้นจาก 18.13 บาท/ก.ก. เป็น 23.82 บาท/ก.ก.

รายงานข่าวแจ้งว่าแนวทางดังกล่าวที่ได้จัดทำไว้จะต้องนำไปศึกษาเพิ่มเติมก่อนที่จะนำมาเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ในครั้งต่อไป

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร