
อนาคตประชาธิปไตยไทย
มนุษย์เราเมื่อถึงวันครบรอบวันสำคัญ เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงานที่เป็นวันครอบครัว มักจะต้องใช้เวลามาคิดทบทวนการดำเนินชีวิตในอดีตที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางที่จะก้าวไปในอนาคตอันสดใสด้วยความมั่นคง มั่งคั่ง และมีเกียรติศักดิ์ศรีเป็นที่ยกย่องของสังคม ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน
ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันที่ 24 มิ.ย. 2553 เราเพิ่งผ่านวันครบรอบอายุ 78 ปี ของประชาธิปไตย ถ้าพวกเราทบทวนอดีตของประชาธิปไตยไทย ทุกคนต้องยอมรับว่ายังมองไม่เห็นอนาคตของประชาธิปไตยเลย
ทั้งนี้เพราะสิ่งที่พบเห็นมีเพียงการขัดแย้งทางความคิดและการ
“แย่งชิงอำนาจ” ของนักการเมืองที่ยังหาจุดจบไม่ได้ ทำให้มีคำถามว่า เมื่อใดปวงชนชาวไทยจะมี “ประชาธิปไตย” เสียทีถ้ามองประเทศไทยในลักษณะที่เป็นองค์กร จะเห็นว่าประกอบด้วย การปกครองคน (Governance) และการบริหารงาน (Administration) ซึ่งในอดีตประเทศสยามของเราปกครองในลักษณะนครรัฐที่ประกอบด้วยหัวเมืองและประเทศราช มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้ปกครอง และมีขุนนางเป็นผู้บริหารประเทศต่างพระเนตรพระกรรณ
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2427 (ร.ศ. 103) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ได้มีพระราชวงศ์ที่ศึกษาในยุโรปกลุ่มหนึ่ง เขียนจดหมายกราบบังคมทูลเสนอแนะแนวคิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ประเทศสยามควรเปลี่ยนการปกครองเป็น
“ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข” (Constitution Monarchy) เพื่อให้ประเทศตะวันตกยอมรับความเจริญและการมีอารยธรรมของคนไทย จึงจะพ้นจากการล่าอาณานิคมของลัทธิจักรวรรดินิยมจุดนี้เป็นการเริ่มต้นของการปฏิรูปการปกครองประเทศและจัดระเบียบการบริหารประเทศใหม่ในปี พ.ศ. 2430 โดยนำระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ด้วยการกำหนดราชอาณาเขตเป็นประเทศ ซึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติภารกิจทั้งปกครองคนและบริหารประเทศ
ความจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นด้วยกับการจัดให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองและบริหารประเทศ แต่ทรงคิดว่าคนไทยยังไม่มีความสามารถเขียนกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมในสังคมได้ จึงส่งพระราชวงศ์และสามัญชนไปศึกษาวิชากฎหมายในยุโรปหลายคน
ขณะเดียวกันพระองค์ได้เสด็จประพาสต้นเพื่อสืบสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร และนำมากำหนดกฎหมายที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในขณะนั้น โดยมีพระราชดำริที่จะให้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 พระราชทานรัฐธรรมนูญให้คนไทยหลังจากที่ทรงขึ้นครองราชย์ และเมื่อแน่ใจว่าคนไทยมีการศึกษาดีเพียงพอที่จะใช้วิจารณญาณเลือกคนดีคนเก่งมา
“บริหารประเทศ” แทนพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งพระองค์ทรงดำเนินชีวิตเป็นนายทหารมาก่อน จึงมีความเข้าใจแนวคิดของสามัญชนและพยายามพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อมอบให้กับประชาชน โดยทรงเห็นว่าต้องเริ่มต้นที่ท้องถิ่นก่อน จึงกำหนดให้มีระบบการปกครองส่วนท้องถิ่น และพัฒนาระบบข้าราชการพลเรือน เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงและดีพอที่จะไปช่วยพระเจ้าแผ่นดินปกครองประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
ปัญหาที่พระองค์ทรงเป็นห่วง คือ บุคคลที่จะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนจะมีคุณภาพและความดี รู้บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อความที่ทรงให้เพิ่มในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ได้พระราชทานเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2475 เกี่ยวกับสมาชิกรัฐสภา ว่า
“
ผ่านการสอบไล่ตามหลักสูตรที่รัฐสภากำหนด”จากที่เล่ามาให้ฟังพอเป็นสังเขป จะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยได้ทรงเห็นประโยชน์สุขของประชาชน และทรงเห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่สิ่งที่ทรงเป็นกังวลคือ ความรู้ของผู้บริหารประเทศในเรื่องการตรากฎหมายเพื่อใช้ปกครองราษฎรอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีทศพิธราชธรรมเป็นกรอบในการปกครองประเทศ และความรู้ของประชาชนในการเลือก
“คนดี คนเก่ง” มาช่วยบริหารประเทศต่างพระเนตรพระกรรณมาถึงวันนี้เป็นเวลา 78 ปี หลังจากที่คณะราษฎรช่วงชิงอำนาจการบริหารการปกครองประเทศมาจากพระมหากษัตริย์ พวกเราที่
“อาสา” เข้ามาช่วยดูแลประเทศต่างพระเนตรพระกรรณ ทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการฝ่ายการเมือง ตลอดจนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย สามารถแก้ไขสิ่งที่ทรงห่วงใยดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่รู้อยู่แก่ใจดีว่า “ยัง”อย่างไรก็ดี แนวคิดประชาธิปไตยดังกล่าวสะท้อนวัฒนธรรมการเมืองแบบนายกับลูกน้อง (Boss and Follower Culture) ที่ผู้ถูกปกครองจะเลือกคนดีมาบริหารประเทศ หรือ
“บ่าวเลือกนาย” ซึ่งนักวิชาการตะวันตกได้ประเมินแล้วว่าไม่สามารถหาคนดี คนเก่ง มาบริหารประเทศได้ หรือถ้าหาได้ก็มักจะสูญเสียความดีจากกิเลสของตนด้วยการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงอยู่เสมอเมื่อโลกหมุนมาถึงยุคทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้มนุษย์มีกิเลสมากยิ่งขึ้น ปัญหาการแย่งชิงอำนาจบริหารการปกครององค์กรและการใช้อำนาจโดยมิชอบจึงมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เรื่องนี้
“ซุ่นหวู” นักปราชญ์ด้านการบริหารการปกครองได้เตือน “แม่ทัพ” (Strategist) ว่า อันตรายของแม่ทัพผู้มีอำนาจ คือ “ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความกลัวสูญเสียอำนาจ” ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับหลักพระพุทธศาสนาในเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง ที่มักเป็นกิเลสที่เกาะกินใจคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะชนชั้นปกครอง (Elite) ที่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ง่าย ก็ยิ่งบริหารจัดการกิเลสของตัวเองได้ยากยิ่งขึ้นด้วยเหตุนี้ ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่จึงสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ที่เรียกว่า
“วัฒนธรรมพลเมืองยุคใหม่” (Modern Civic Culture) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารการปกครอง ซึ่งเรียกว่าระบบ “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีวัฒนธรรมพลเมืองใหม่มีความแตกต่างจากวัฒนธรรมนายกับลูกน้องโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ให้ความสนใจประโยชน์ชุมชน (Community Egarding) โดยมุ่งส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว
รัฐบาลไม่ใช่เครื่องมือหาความนิยม แต่เป็นองค์การที่สร้างสวัสดิการให้ชุมชน
รัฐบาลไม่ได้เป็นนายหรือผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล
แต่มีบทบาทตามรัฐธรรมนูญ และถือว่าการให้เงินเพื่อแลกกับการเป็นตัวแทนหรือคู่สัญญานั้นเป็นการคอร์รัปชัน
วัฒนธรรมพลเมืองไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์และความสนใจในชุมชน เช่น เลือกช่วยคนเสียเปรียบในชุมชน การจ้างผู้มีความสามารถสูงที่สุด เจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้ข้อมูลวงใน เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ถูกห้ามไม่ให้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหาเสียง การนำระเบียบไปใช้ต้องไม่ยึดตัวบุคคลและต้องเป็นกลาง การรับสินบนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อย่างเคร่งครัด แม้แต่การเสนอให้ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว เป็นต้น
ถ้าพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทยไปสู่
“วัฒนธรรมพลเมืองใหม่” แต่กระบวนการที่นำเสนอทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการเมืองภาคประชาชน คือ การเดินขบวนเรียกร้องสิทธิ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองเช่นที่ผ่านมาแต่ในข้อเท็จจริงแล้ว การเมืองภาคประชาชนจะต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชนชั้นปกครองให้เป็น
“ปัญญาชน” และพร้อมที่จะเสียสละอำนาจตาม “อำเภอใจ” ของตน ด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และสามารถเข้าไปตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการทุกสิ่งตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพเรื่องนี้คงต้องฝากนักวิชาการชั้นยอดของประเทศ 19 ท่าน ที่เป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ช่วยกรุณาพิจารณาและชี้แนะรัฐบาลเรื่อง
“อนาคตประชาธิปไตยไทย” ด้วยการเสนอแนะกระบวนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองไปสู่ “วัฒนธรรมพลเมืองใหม่” ที่ถูกต้องด้วยครับ






