posttoday
เสียงครวญเรืออวนลาก รัฐแก้ "ใบเหลือง" เกินอียูต้องการ

เสียงครวญเรืออวนลาก รัฐแก้ "ใบเหลือง" เกินอียูต้องการ

02 มิถุนายน 2558

หากรัฐดำเนินการจับกุมเรือที่มีอาชญาบัตรผิดประเภท จะมีผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ชาวประมง คนงานที่ทำงานในตลาดปลา

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การโดนคณะกรรมาธิการยุโรป (อียู) ออกคำเตือนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) หรือ “ใบเหลือง” กลายเป็นเรื่องที่ไทยต้องเร่งแก้ไขภายใน 6 เดือน ไม่เช่นนั้นอาจถูก “ใบแดง” คว่ำบาตรสินค้าประมงในตลาดอียูทั้งหมด

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ดำเนินการหลายอย่าง อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ตลอดจนกำหนดมาตรการต่างๆ อาทิ จัดทำสมุดบันทึกการทำประมง ติดตั้งระบบติดตามเรือ หนึ่งในนั้นมีมาตรการห้ามเรืออวนลากที่จดแจ้งเครื่องมือผิดประเภทออกทำการประมง โดยผ่อนผันให้เวลาปรับตัว 2 เดือน หลังจากนั้นจะเริ่มจับกุมอย่างจริงจัง

เรืออวนลากผิด เพราะนโยบายรัฐผิดพลาด

มงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม และรองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการประกาศให้เรืออวนลากที่ใช้เครื่องมือทำการประมงไม่ตรงกับอาชญาบัตรเรือมารายงานตัว โดยมีเรือไปจดแจ้งกับกรมประมงกว่า 3,000 ลำ ซึ่งเมื่อรัฐบาลมีมาตรการเช่นนี้ออกมา เท่ากับว่าเรือทั้ง 3,000 ลำนี้ ไม่สามารถออกทำประมงได้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและจะสร้างผลกระทบด้านอาชีพแก่คนนับหมื่น

“รัฐออกมาตรการแบบนี้เท่ากับให้เลิกอาชีพเลยนะ ให้เขาเจ๊งไปเลย เราอยากจะบอกว่าเราไม่ใช่ดื้อรั้น แต่เราถูกรัฐดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดมา โดยยึดอาชญาบัตรเราไป”มงคล กล่าว

มงคล ขยายความต่อไปว่า เหตุที่เรืออวนลากจำนวนมากมีอาชญาบัตรผิดประเภท เพราะในอดีตกรมประมงมีนโยบายลดจำนวนเรืออวนลากอวนรุน ดังนั้น เรือที่ไม่ไปต่ออายุอาชญาบัตรตรงตามเวลา การโอนเรือให้เจ้าของคนใหม่ การเปลี่ยนแปลงขนาดเรือ ก็จะถูกยึดอาชญาบัตรไป ประกอบกับปัญหาน้ำมันแพง ขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดปัญหาขาดทุน จนเรืออวนลากลดลงจาก 9,772 ลำ ในปี 2539-2540 เหลือเพียง 3,000 ลำในปี 2557

“พอโดนยึดใบอนุญาต เราก็ต้องดิ้นรนไปขออาชญาบัตรประเภทอื่นมา แต่ถามว่าดั้งเดิมจริงๆ เราทำอะไร เราทำอวนลาก แต่ต่ออาชญาบัตรไม่ได้ก็ต้องไปใช้อาชญาบัตรประเภทอื่น ถามว่าเป็นธรรมไหม ทั้งๆ ที่เขาเคยถูกกฎหมายอยู่ แต่นโยบายรัฐทำให้เขาผิดกฎหมายเอง” มงคล กล่าว

รัฐออกมาตรการเกินกว่าที่อียูต้องการ

อีกประเด็นที่เรืออวนลากมักถูกกล่าวหา คือ การทำประมงจนเกินศักยภาพของท้องทะเล หรือ โอเวอร์ฟิชชิ่ง ซึ่งมงคลยืนยันว่าไม่ได้โอเวอร์ฟิชชิ่ง เพราะเรือประมงพาณิชย์มีประมาณ 1 หมื่นลำ ซึ่งไม่ได้เกินศักยภาพท้องทะเล ส่วนที่เหลืออีก 4 หมื่นลำก็เป็นเรือประมงพื้นบ้าน แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ การลักลอบสวมสิทธิโดยเรือประมงที่ลักลอบออกไปหาปลาในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมาสวมสิทธิว่าเป็นปลาที่จับได้ในประเทศ ทำให้ดูเหมือนว่าปลาที่จับได้ในประเทศมีจำนวนมหาศาล

มงคลตั้งข้อสังเกตอีกว่า มาตรการดังกล่าวรัฐกำลังตีความผิดหรือไม่ เพราะอียูไม่ได้บอกว่าถ้าผิดกฎหมายภายในประเทศแล้วจะเป็นไอยูยู แต่ที่ห้ามปรามคือเรื่องที่เรือประมงไทยไปลักลอบทำการประมงในประเทศเพื่อนบ้านต่างหาก และหากดูกฎระเบียบคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปที่ 1005/2008 จะพบว่านิยามไอยูยูมี 3 ข้อ คือ 1.ให้มีกฎหมายที่เป็นสากล ซึ่ง พ.ร.บ.ประมงของไทยฉบับเดิมมีตั้งแต่ปี 2490 ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีการออกไปทำประมงนอกน่านน้ำ และกฎหมายก็ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเรื่องนี้ ดังนั้นสิ่งที่อียูต้องการคือให้ไทยมีบทลงโทษเรือที่ไปลักลอบทำการประมงต่างประเทศ และใน พ.ร.บ.ประมงฉบับใหม่ ก็กำหนดไว้แล้วว่าให้ปรับ 30 ล้านบาท

2.เรือต้องติด GPS หรือ VMS ก็คือ ให้เรือไทยที่ออกไปทำประมงต่างประเทศติดเครื่องมือติดตามเรือ จะได้ควบคุมเรือเหล่านี้ได้ นี่เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรือที่จะออกไปลักขโมย และ 3.การรายงานตรวจสอบย้อนกลับ เพราะจะได้ตรวจสอบได้ว่าปลาที่ได้นั้นจับมาจากไหน

นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม ย้ำว่า นิยามของไอยูยูมีเท่านี้ แต่ไทยทำมากเกินไปหรือไม่ เช่น การจดแจ้งควบคุมเครื่องมือเรือประมงในประเทศ ซึ่งก็ไม่มีในข้อกำหนดของอียู หรือการที่อียูให้ติด VMS กับเรือขนาด 100 ตันกรอสขึ้นไป แต่ตัวแทนกรมประมงกลับไปเสนอที่บรัสเซลส์ว่าจะติด VMS กับเรือ 30 ตันกรอสขึ้นไป เป็นต้น

“อียูก็หัวเราะสิ ว่าทำไมไปทำแบบนั้น ไอไม่ได้บอกให้ทำแบบนั้นเลย”

จี้จดทะเบียนเรือให้ตรงประเภท

มงคล กล่าวอีกว่า หากรัฐดำเนินการจับกุมเรือที่มีอาชญาบัตรผิดประเภท จะมีผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่ชาวประมง คนงานที่ทำงานในตลาดปลา ผู้แปรรูปอาหารทะเล รวมไปถึงครอบครัวอีก

“กี่ร้อยครอบครัวพัง ครอบครัวชาวประมงพัง ครอบครัวผู้แปรรูปพัง แพปลามีเป็นร้อย ต้องใช้คน 3,000-4,000 คน กิจกรรมเกี่ยวเนื่องอีกเป็นหมื่นๆ คน พังหมด มันไม่ใช่บอกว่ามึงต้องเลิกนะ กูมีอำนาจ แบบนี้มันไม่เป็นธรรม เราทำอยู่อย่างนี้มาตั้งแต่ต้นไม่ใช่เพิ่งมาทำ แล้วก็มายึดใบอนุญาตเราไป แล้วอยู่ๆ มาบอกว่าต้องไปทำตามเครื่องมือตามใบอนุญาตที่ถูกต้อง อ้าว ก็คุณยึดไป ดูหน่อยสิว่าเราเคยทำอาชีพอะไร คนที่เคยทำอวนลากอยู่ก็ให้เขาทำต่อไป อย่างนี้ก็จบ”มงคล กล่าว

รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี หรือหัวหน้า คสช.ออกประกาศให้ออกอาชญาบัตรเรือ
ให้ตรงประเภท เรือลำไหนใช้เครื่องมืออะไรก็ไปทำอาชญาบัตรแบบนั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเรียกร้องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว เงื่อนไขกรมประมงที่ให้ปิดอ่าวตัว ก ก็ทำมาแล้ว ขยายตาอวนก็ทำแล้ว หากรัฐบาลเปิด
ให้จดทะเบียนให้ถูกต้อง จะมีเรืออวนลากเพิ่มเป็น 5,800 ลำ ซึ่งไม่เกินศักยภาพท้องทะเลไทยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากรัฐไม่รับฟังเสียงชาวเรือและยืนยันนโยบายจะจับกุม ก็คงต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการยื่นหนังสือก่อน ขั้นที่ 2 คือจอดเรือทั้งประเทศ ขั้นที่ 3 ตลาดปลาทั้งประเทศต้องหยุด ขั้นที่ 4 โรงงานแปรรูปก็ต้องหยุดหมด สุดท้ายถ้ารัฐไม่แก้ ก็ต้องขออนุญาตเดินขบวนอย่างสงบ

“ส่วนเรือที่มีอาชญาบัตรถูกต้องก็ต้องช่วยกัน ต้องร่วมหัวจมท้ายด้วย เพราะถ้าเรือหายไป 1 ใน 3 จำนวนปลาก็ลดลง แต่ตลาดปลาต้องจ้างคนงานเท่าเดิม โรงงานแปรรูปวัตถุดิบพอเหรอ ก็เจ๊งไง แล้วเรือประมงที่ถูกต้องเอาปลามาเนี่ย ถ้าไม่มีคนซื้อ ปลาจะมีราคาไหม คุณก็ได้รับผลกระทบอยู่ดี นี่เป็นวงจรที่จะไปกันยกใหญ่ ซึ่งจะแก้ไขได้โดยการเอาเรือประมงที่ผิดประเภทมาอยู่บนโต๊ะแล้วแก้เป็นเปลาะๆ”มงคล กล่าว

...และนี่ก็เป็นเสียงสะท้อนจากอีกมุมหนึ่ง ที่ต้องออกมาปกป้องตัวเองหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาล...

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่