
ไทยไปญี่ปุ่นลงทุนบริการ กสิกรจับคู่ธุรกิจตั้งเป้า100ราย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนในญี่ปุ่น ในงานสัมมนา Invest Japan Symposium in Bangkok 2015 ว่า ไทยไม่สามารถเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตได้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการผลิตที่สูงกว่า แต่เข้าไปในธุรกิจด้านบริการได้ดี โดยขณะนี้ มีผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นแล้ว 57 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอันดับ 10 อยู่ที่ 154 ล้านเหรียญสหรัฐ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนในญี่ปุ่น ในงานสัมมนา Invest Japan Symposium in Bangkok 2015 ว่า ไทยไม่สามารถเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตได้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการผลิตที่สูงกว่า แต่เข้าไปในธุรกิจด้านบริการได้ดี โดยขณะนี้ มีผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นแล้ว 57 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอันดับ 10 อยู่ที่ 154 ล้านเหรียญสหรัฐ
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ได้ลงนามความร่วมมือกับหอการค้าและอุตสาหกรรมโอซากา ในการเจรจาจับคู่ธุรกิจและจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งหอการค้าโอซากาจะประสานและแนะนำให้ลูกค้าญี่ปุ่น โดยพิจารณาจากสถานะทางการเงินก่อนอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ และมีการจัดสัมมนาร่วมกับธนาคารพันธมิตร เพื่อคัดเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคาดว่าภายใน 1 ปี จะมีบริษัทที่ร่วมโครงการ 100 บริษัท มีมูลค่าการค้าไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมมือกับหอการค้าโอซากา ในการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจที่ญี่ปุ่นถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจากไทย ญี่ปุ่น และพม่า เกิดการจับคู่ธุรกิจราว 60 คู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แถบคันไซ ซึ่งประกอบด้วยโอซากาและจังหวัดใกล้เคียง มีศักยภาพในการทำธุรกิจกับประเทศไทยสูง โดยปัจจุบันภูมิภาคนี้มีปริมาณการค้ากับไทย 5.4 หมื่นล้านบาท เป็นการส่งออกมาไทย 3.6 หมื่นล้านบาท และนำเข้าจากไทย 1.8 หมื่นล้านบาท
“ความร่วมมือนี้เป็นทิศทางที่ธุรกิจต้องเดินมาทางนี้ เพราะการค้าขายในยุคปัจจุบันไม่ง่าย จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินและหอการค้าที่จะต้องหาหนทางพาคนซื้อกับคนขายมาเจอกันเพราะเอสเอ็มอีญี่ปุ่นยังใหม่กับการออกนอกประเทศ ไม่รู้ว่าลูกค้าอยู่ตรงไหนเราจึงต้องทำโครงสร้างนี้ออกมา” บัณฑูร กล่าว
บัณฑูร กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยให้สามารถขยายตลาดได้มากขึ้น จากปัจจุบันเอสเอ็มอีค่อนข้างเหนื่อยจากภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อแผ่วลง ความสามารถทางการตลาดของเอสเอ็มอีไทยก็ด้อยกว่า ซึ่งความร่วมมือนี้ช่วยสนับสนุนการหาตลาดให้ แต่อีกด้านหนึ่งเอสเอ็มอีต้องรู้จักพัฒนาตัวเองด้วย
พิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยที่ชะลอลง คาดว่าปีนี้สินเชื่อต่างประเทศจะเติบโตเพียง 3-5% ต่ำกว่าที่ตั้งไว้เดิม 10% ส่วนพอร์ตสินเชื่อต่างประเทศในญี่ปุ่นและจีน อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากความร่วมมือจับคู่ธุรกิจดังกล่าวคงยังไม่เห็นผลในปีนี้ แต่เชื่อจะเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของธุรกิจไทยที่จะได้เรียนรู้โนว์ฮาว เช่น การทำแพ็กเกจจิ้ง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกว่า แนวโน้มการส่งออกไทยในเดือน พ.ค. จะไม่ติดลบแล้ว และไตรมาส 2 น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากที่ติดลบกว่า 4% ในไตรมาสแรก โดยต้องรอ
อีกสักระยะหลังจากที่เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง จึงจะทำให้การส่งออกของไทยกลับมาดีขึ้นได้
ทวี พวงเกตุแก้ว ผู้จัดการทั่วไปและผู้จัดการสาขาธนาคารกรุงเทพ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า เหตุผลที่น่าไปลงทุนในญี่ปุ่นมี 5 ปัจจัย ได้แก่ 1.ค่าเงินเยนอ่อน 2.ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ โดยดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2-4% 3.อัตราผลตอบแทนการลงทุนสูงเฉลี่ย 15% 4.รัฐบาลมีสิทธิประโยชน์ และ 5.บริษัทที่เข้าไปลงทุนภายใต้เงื่อนไขสนับสนุนของรัฐบาลจะไม่เสียภาษีนิติบุคคล







