posttoday
Technology Licensing (ต่อ)

Technology Licensing (ต่อ)

27 พฤษภาคม 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงประเด็นหลัก (Key Issue) กลุ่มที่ 2 คือ เรื่องความชัดเจนในขอบเขตของเทคโนโลยีที่จะซื้อ-ขายกัน รวมถึงสิทธิอื่นๆ ที่จะพ่วงมาด้วย เช่น เรื่องการนำออกแสดงในงานต่างๆ การปรับปรุงแก้ไขสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (กรณีมีการจดทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งผู้เขียนจะไม่กล่าวซ้ำอีก แต่จะขอกล่าวเพิ่มเติมต่อไปเลย เมื่อกล่าวถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ก็ควรจะได้พูดถึงเรื่องเขตอาณาในเรื่องของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้วย (Territory) เพราะสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญานั้นมักจะมีเรื่องของเขตอาณามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ “จดที่ไหน (ประเทศ) คุ้มครองที่นั่น” ซึ่งที่นั้นหมายถึงประเทศหรือบางประเทศก็อาจเป็นรัฐด้วย ดังนั้นจึงต้องแน่ใจว่าจะใช้เทคโนโลยีที่ไหน หรือถ้าจะผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีที่จะซื้อมานั้นจะผลิตที่ไหน รวมไปถึงว่าเมื่อผลิตแล้วจะขายที่ไหนด้วย จะส่งออกหรือไม่ ถ้าส่งออกจะส่งออกไปประเทศไหน เพราะหากเทคโนโลยีนั้นไม่ได้จดสิทธิบัตรไว้ เช่น ในประเทศไทย เมื่อทำมาใช้จะไม่ได้รับการคุ้มครอง หากไม่ได้จดสิทธิบัตรไว้และจะกลับไปจดอีกก็จะถือว่าไม่ใช่ของใหม่แล้วจะจดสิทธิบัตรไม่ได้

ในส่วนของผู้จะขายหรือโอนเทคโนโลยีก็ควรทำความตกลงรักษาความลับด้วย (Confidentiality Agreement) เนื่องจากผู้มาซื้ออาจต้องขอดูเทคโนโลยีบางส่วนก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่าซื้อไปแล้วใช้งานได้ไหม หรือเอาไปปรับเพื่อใช้งานคุ้มกับมูลค่าของเงินที่จ่ายไปหรือไม่ เป็นต้น ประเด็นสำคัญในเรื่อง Confidentiality Agreement คือ ต้องดูว่าผู้มาดูเทคโนโลยีจะไม่นำไปใช้หรือเปิดเผยต่อผู้อื่น และต้องแน่ใจว่าหากมีการละเมิดจะไปหาทางยุติข้อพิพาทกันที่ใด

นอกจากนี้ ผู้ขายเทคโนโลยีก็ควรระวังประเด็นที่เขาเรียกกันว่า “Standstill Agreement” ด้วย เพราะอาจมีเรื่องการห้ามผู้ขายไปเจรจากับผู้อื่น หรือจำกัดอิสรภาพอื่นๆ ดังนั้น หากการเจรจาใช้เวลานานกว่าที่คาดว่าจะตกลงกันได้ (ซึ่งปกติในทางปฏิบัติมักต้องใช้เวลาในการเจรจา) อาจทำให้อำนาจในการเจรจาต่อรองของผู้ขายลดลง และทางเลือกก็ลดลงด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่าการขายหรือโอนเทคโนโลยีนั้นจะให้ไปในลักษณะใด ให้ไปทั้งหมดที่เรียกว่า Exclusive License หรือให้ไป ก็จริงแต่เจ้าของยังมีสิทธิอยู่ด้วย เป็นต้น กรณีของ Exclusive License จะให้ก็ต่อเมื่อต้องมีการลงทุนในมูลค่าสูงและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นไม่ได้

กลุ่มที่ 3 หรือ Key Issue 3 นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งที่จริงเวลาจะขายหรือโอน เทคโนโลยีจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ผู้ขายนึกถึง แต่หากจะให้รอบคอบควรไปดูประเด็นสำคัญในกลุ่มที่ 1 และที่ 2 ก่อน ก็จะทำให้สามารถกำหนดราคาได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะดังที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ต้องคำนึงถึง นอกจากนี้ในแง่ของผู้ขายก็ต้องทราบด้วยว่า จำนวนเงินที่ได้มานั้นคุ้มกับการลงทุนในการวิจัยเทคโนโลยีนั้นหรือไม่ ควรจะทำความตกลงอย่างไร ใส่อะไรไว้ใน Package นั้นที่จะทำให้โครงการที่จะขายหรือโอนนั้นคุ้มค่า แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าผู้ขายหรือโอนเทคโนโลยีอาจยอมขาดทุนในระยะเริ่มต้น เพื่อให้ได้รายได้คืนมาในระยะยาว ซึ่งกรณีหลังนี้ถือว่าการเตรียมตัวไม่ดีพอ ที่จริงแล้วทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเทคโนโลยีจะมีวิธีการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี (Valuation Method) เป็นพื้นฐานไว้ด้วยแล้ว ซึ่งการประเมินมูลค่าโทคโนโลยีนั้นคำนวณได้หลายวิธี โดยจะคำนวณจากต้นทุนหรือจากรายได้ หรือจากการเปรียบเทียบในตลาดก็ได้

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าจะมีการจ่ายค่า License อย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปจะมี 2 วิธีได้แก่ การจ่ายค่า Royalty กับการจ่ายเป็นก้อน ซึ่งทั้งสองวิธีนี้อาจนำไปใช้ด้วยกันก็ได้ เช่น ค่า Royalty จ่ายตามปริมาณที่ขายได้ หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อหนึ่งหน่วยของสินค้าที่ขาย หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของการที่จะไป License ต่อ และบวกกับเงินก้อนอีกก้อนหนึ่งก็ได้ ซึ่งปกติผู้ซื้อเทคโนโลยีจะกำหนดเพดานของค่า Royalty ไว้ เช่น ถ้าจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อหน่วยของสินค้าที่ขาย แต่ต้องไม่เกินมูลค่า X เป็นต้น หรืออาจค่อยๆ ลดลง เช่น ถ้าขายได้ 100 ชิ้น ให้ชิ้นละ 20% ถ้าเกิน 100 ชิ้นก็ลดลงเป็น 10% เกิน 500 ชิ้นลดลงเหลือ 0.5% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากซับซ้อนจะเกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงของธุรกิจ กล่าวคือ หากเป็นการร่วมลงทุนหรือหากเป็นธุรกิจด้านชีวภาพหรือเป็นสินค้าเภสัชภัณฑ์ หรือยา เป็นต้น

ดังนั้น นักเจรจาจัดทำ License ที่ประสบความสำเร็จจะต้องมองมุมกว้างและคิดให้รอบคอบ และมองด้วยว่าควรมีความตกลงอื่นๆ มาประกอบมากน้อยเพียงใด

วันนี้เขียนแต่เรื่องที่เป็นวิชาการล้วนๆ ตั้งใจจะให้จบแต่ก็ยังจบไม่ลง เพราะขาดกลุ่มที่ 4 หรือ Key Issue ที่ 4 ไป คงจะจบได้ในฉบับหน้า

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร