
ชาวไร่อ้อยอดกินหวาน น้ำตาลขึ้นราคา
...ทีมข่าวภูมิภาค
ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลจนส่งผลให้ราคาน้ำตาลที่พุ่งสูงอาจทำให้หลายๆ คนคิดว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยน่าจะมีรายได้สูงขึ้น แต่ความจริงนั้นกลับตรงข้าม
ธเนศพล ผลกลาง อายุ 49 ปี เกษตรกรเจ้าของไร่อ้อยเนื้อที่กว่า 80 ไร่ แห่งบ้านพิทักษ์พัฒนา ต.นิคมสร้างตนเอง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่งอ้อยที่ปลูกไว้กว่าครึ่งใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขณะที่เหลืออีกครึ่ง ซึ่งปลูกใหม่หลังจากตัดขายไปเมื่อไม่นานนี้ก็กำลังเติบโต
เขาบอกให้ทราบถึงความจริงของชีวิตเกษตรกรไร่อ้อยว่า แท้จริงแล้วไม่ว่าราคาน้ำตาลทรายจะขยับพุ่งสูงขึ้นหรือลดต่ำลง ก็หาได้ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรแต่อย่างใด
“
ในฤดูกาลผลิตปี 2552 ที่ผ่านมา ผมขายอ้อยได้ตันละ 8001,000 บาท ทั้งนี้รัฐบาลได้ประกันราคาอ้อยให้ในราคาตันละ 1,000 บาท ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าทุน สำหรับชาวไร่อ้อยนั้นมีความต้องการที่จะขายอ้อยให้ได้ในราคาตันละ 1,500 บาท จึงจะอยู่รอดได้ เพราะปัจจุบันต้นทุนในการผลิตก็สูง ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่าพันธุ์อ้อยที่ต้องซื้อมาแพงถึงตันละ 2,000 บาท ค่าแรงจ้างตัดวันละ 200 บาทต่อคน และแรงงานก็หายากมาก อีกทั้งค่าขนส่งก็แพงเพราะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงส่งผลให้อ้อยเจริญเติบโตช้าและเป็นโรคใบขาว ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย”ความกังวลใจของ ธเนศพล ก็คืออ้อยกว่า 40 ไร่ของเขากำลังจะเก็บเกี่ยวขาย แต่ในปี 2553 นี้ รัฐบาลยังไม่ได้มีนโยบายที่จะประกันราคาอ้อยแต่อย่างใด จึงไม่รู้ว่าพ่อค้าหรือโรงงานน้ำตาลทรายจะรับซื้อในราคาตันละเท่าไหร่ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลทรายนั้น เขาเองเชื่อว่าน่าจะมาจากสองสาเหตุ คือ การที่ยังไม่ถึงฤดูกาลหีบอ้อย และการกักตุนน้ำตาลทราย เนื่องจากประเมินว่าภัยแล้งจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง และจะส่งผลให้ราคาน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นจึงกักตุนไว้เก็งราคา ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรแต่อย่างไร
อิทธิพัทธ์ รัตนสุวรรณาชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ในฐานะเกษตรกรที่ยึดอาชีพปลูกอ้อยมากว่า 30 ปี บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ เฉลยสาเหตุที่รายได้ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยอาจจะไม่ได้สูงขึ้นตามภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อผลิตน้ำตาลทรายว่า น้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม ดังนั้นราคาน้ำตาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลไกตลาด
“
ราคาของน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มีผลต่อรายได้ของชาวไร่อ้อยแต่อย่างใด เนื่องจากการกำหนดราคาอ้อยและราคาน้ำตาลทราย ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) อีกทั้งน้ำตาลทรายเป็นสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดีมานด์ซัพพลาย ฉะนั้นราคาที่ขึ้นลงจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะเป็นผู้กำหนดเท่านั้น”ด้วยประสบการณ์ในวงการอ้อยและน้ำตาลมากว่า 30 ปี เขาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตาลทรายในขณะนี้ว่า เกิดจากพ่อค้ากักตุนสินค้าเพื่อที่จะฉวยโอกาสขึ้นราคาขายปลีก ทั้งๆ ที่การผลิตน้ำตาลทรายเมื่อเทียบเท่ากับปีที่แล้วมีปริมาณใกล้เคียงกัน แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ควรเพิ่มน้ำตาลทรายโควตา ก ให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันมีโควตาน้อยเกินไป เพื่อมิให้น้ำตาลทรายขาดแคลนในตลาดภายในประเทศ อันจะเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศได้สร้างผลกระทบให้กับชาวไร่อ้อยและเกษตรกรอย่างหนัก ส่งผลให้ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ซึ่งพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งใน จ.กาญจนบุรี มีสภาพที่แล้งจัดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา จึงคาดการณ์กันว่าในปี 2554 ปริมาณอ้อยที่จะป้อนเข้าโรงงานเพื่อนำไปผลิตน้ำตาลทรายจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน
หากต้องการแก้ปัญหาราคาอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างยั่งยืน อิทธิพัทธ์ เสนอแนะแนวทางว่า รัฐจะต้องลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กับชาวไร่อ้อย อาทิ จัดหาปุ๋ยในราคาถูกให้กับชาวไร่อ้อยอย่างเพียงพอ และลงทุนก่อสร้างระบบชลประทานให้ได้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ สำหรับ จ.กาญจนบุรี พบว่าพื้นที่ใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย บ่อพลอย ห้วยกระเจา เลาขวัญ และหนองปรือ ซึ่งประสบกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เกษตรกรต้องรอเทวดาเท่านั้น ขณะที่ผ่านมารัฐมักแสดงบทบาทว่าจะเข้าช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง แต่ปัจจุบันก็ไม่คืบหน้าในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด
“
ดังนั้น การที่น้ำตาลทรายจะขึ้นราคานั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์คือโรงงานน้ำตาลทรายที่กักตุนสินค้าในสต๊อกไว้จำนวนมากมากกว่า”ไม่เพียงแต่ราคาน้ำตาลทรายที่เป็นปัญหาใหญ่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งประเทศเท่านั้นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหา แต่ที่จะตามมาอีกก็คือราคาผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย







