
พบทวดอายุยืนที่สุดใน จ.สงขลา 115 ปี
เผยเคล็ดอายุยืน แข็งแรง กินผัก กุ้งชุบน้ำผึ้ง กล้วยน้ำว้า และทำบุญสร้างวัด
เผยเคล็ดอายุยืน แข็งแรง กินผัก กุ้งชุบน้ำผึ้ง กล้วยน้ำว้า และทำบุญสร้างวัด
นางตีบ ดำแดง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ทวดตีบ” หญิงชราอายุยืนยาวที่สุดใน จ.สงขลา 115 ปี สุขภาพร่างกายยังแข็งแรงดี ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 21 ซอย 2 แก้วสมิทธิ์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยอาศัยอยู่กับ นางผ่องศรี บูรณพันธ์ อายุ 75 ปี ลูกสาว อย่างอบอุ่น และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานในตระกูลของทวดตีบที่ขณะนี้มีมากกว่า 100 คน สำหรับสภาพร่างกายของ ทวดตีบ แม้หูตาจะฟ่าฟางไปตามอายุขัย และเดินเหินไม่ค่อยสะดวกต้องช่วยประคอง แต่สุขภาพโดยรวมยังแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ พูดจาสื่อสารรู้เรื่อง รวมทั้งความจำยังดีอยู่ สามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี
ทวดตีบ กล่าวว่า จำได้ว่าเกิดวันจันทร์ เดือนแปด ปีมะเส็ง ส่วนวันที่เท่าไร่ หรือปี พ.ศ. อะไรนั้น จำไม่ได้ และหลักฐานได้หายไปหมดแล้ว เนื่องจากในอดีตไม่ได้มีการแจ้งเกิดกับทางการที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ขณะที่เพื่อนที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แต่ปัจจุบันอายุไม่ต่ำกว่า 115 ปี เดิมทีเป็นชาวโพธิ์เลงาม ต.หน้าสตน อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช
ทวดตีบ ได้บอกถึงเคล็ดลับที่ทำให้มีอายุยืน และสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคร้ายแรง ว่า ตั้งแต่เด็กๆ กินอาหารที่เป็นประโยชน์จำพวกผักปลา แต่ที่ชอบที่สุด คือ กุ้งหวานชุบน้ำผึ้ง และกล้วยน้ำว้า ซึ่งปัจจุบันก็ยังกินอยู่ขาดไม่ได้ ที่สำคัญ คือ น่าจะเป็นเพราะบุญกุศลที่ได้ทำมา เนื่องจากสมัยอดีตชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการสร้างวัด หากรู้ว่าจะมีการสร้างวัดที่ใด ไม่ว่าจะใน จ.สงขลา หรือจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง สตูล หรือปัตตานี ก็จะเดินทางไปร่วมทำบุญทุกที่ที่สามารถไปได้
“ที่ประทับใจมากที่สุด คือ การสร้างวัดช้างให้ หรือวัดซึ่งเป็นตำนานหลวงปู่ทวดที่ จ.ปัตตานี โดยเดินทางด้วยรถไฟไปร่วมสร้างตั้งแต่ขุดตอไม้ขนอิฐขนทรายจนกระทั่งแล้วเสร็จกลายเป็นวัดที่มีผู้คนศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน และได้รับแจกพระเครื่องหลวงปู่ทวดรุ่นแรกมาหลายสิบองค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเครื่องที่มีผู้ต้องการมากที่สุด แต่ได้ถูกโจรขึ้นบ้านและปล้นไปเหลืออยู่ไม่กี่องค์ ซึ่งได้มอบให้ลูกหลานไว้บูชา"ทวดตีบ กล่าว
ขณะที่ นางผ่องศรี ซึ่งเป็นลูกสาวคนกลาง กล่าวว่า ครอบครัวของตนมีพี่น้องรวมกันทั้งหมด 7 คน โดยคนโตอายุสูงสุด 100 ปี และคนสุดท้องอายุ 60 ปี แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 5 คน เนื่องจากคนโตซึ่งอายุ 100 ปี และคนรองอายุ 84 ปี ได้เสียชีวิตไปแล้ว และปัจจุบันแม่ หรือที่ลูกหลานเรียกว่า “ทวดตีบ” ได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานอย่างอบอุ่น
แม้พี่น้องจะแยกย้ายกันไปอยู่กันคนละจังหวัด แต่ในวันสำคัญต่างๆของไทยก็จะกลับมารดน้ำดำหัว และขอพร “ทวดตีบ” เนื่องจากผู้เป็นแม่ได้เลี้ยงลูกๆทั้ง 7 คน มาโดยลำพัง หลังพ่อเสียชีวิตเมื่อแม่อายุได้ 60 ปี ทำให้ทุกคนได้อยู่กันอย่างมีความสุขตามอัตถภาพในปัจจุบัน ที่สำคัญบุญกุศลที่แม่ได้ทำมาในอดีตยังส่งผลให้แม่มีอายุยืนยาวและมีความสุขในบั้นปลายของชีวิตอีกด้วย







