โกงสหกรณ์ โยงอาญา-ปาราชิก?
แม้ มส.ได้ละเมิดพระธรรมวินัย มีมติให้พระธัมมชโยไม่ขาดจากการเป็นพระ แต่อนาคตอาจต้องปาราชิกในคดีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ปี 2549 หรือเกือบ 10 ปี ที่พระธัมมชโยหลุดคดียักยอกทรัพย์สินวัด หลังอัยการยอมถอนฟ้องท่ามกลางข้อเคลือบแคลงมากมาย
อาณาจักรธรรมกายที่เชื่อว่าจะล่มสลายวันนั้น กลับผงาดขึ้นมาอีกครั้ง จากการขยายอิทธิพล สะสมทุน บารมี ระดมมวลชนตั้งแต่รากลึกระดับเยาวชนจนผู้เฒ่าผู้แก่ จนถึงวันนี้แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุม การเมือง ทหาร ธุรกิจ เยาวชน สถาบันสำคัญ กระทั่งยึดกุมวงการสงฆ์
ปี 2558 เรื่องราว “วัดพระธรรมกาย” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แรกเริ่มจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการเดินธุดงค์ธรรมชัยโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ตามด้วยการรุกไล่ของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการ ปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน เรียกร้องให้มหาเถรสมาคม (มส.) ดำเนินการตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชให้พระธัมมชโยอาบัติปาราชิก รวมถึงการออกมาเคลื่อนไหวของพระพุทธะอิสระ เดินหน้าตรวจสอบพระธัมมชโยอย่างถึงที่สุด
แต่ที่ร้อนที่สุดและอาจทำให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องเผชิญชะตากรรมมีคดีอาญาติดตัว จนผ้าเหลืองอาจต้องกระเด็น เหมือน 15 ปีก่อน ก็คือ คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 1.2 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
คดีนี้ยิ่งสาวก็ยิ่งแดงออกมาเรื่อยๆ เพราะพบความเชื่อมโยงจากเส้นทางการเงินที่ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ 1.2 หมื่นล้านบาท สั่งจ่ายเช็คให้พระธัมมชโยและพระผู้ใหญ่ในวัด ตลอดจนเครือข่ายธรรมกายที่ต้องสงสัยว่าเป็นนอมินี รวมแล้วกว่าหลายพันล้านบาท
กุญแจสำคัญอยู่ที่ ศุภชัย มีคำถามมากมายทำไมถึงเอาเงินประชาชนจำนวนมากที่ฝากในสหกรณ์ โอนเงินให้วัดพระธรรมกายและบริวาร
ถ้าย้อนประวัติไปก็พบว่าศุภชัยคือสาวกคนสำคัญ หรือศิษย์วงในของวัดพระธรรมกาย เคยเป็นไวยาวัจกรผู้ดูแลเงินให้กับวัดต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่สมัยที่วัดพระธรรมกายเผชิญปัญหาการตรวจสอบเมื่อปี 2541 และยังเป็นประธานกฐินวัดพระธรรมกายปี 2552
นอกจากนี้ ศุภชัยยังเคยเป็นผู้ดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อการทำบุญ และโครงการมงคลเศรษฐีเรียลเอสเตทให้กับวัดพระธรรมกาย
สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการไหลของเงินนับหมื่นล้านบาท ดีเอสไอตรวจจากเช็ค 878 ฉบับ วงเงิน 1.13 หมื่นล้านบาท ที่ถูกถอนออกมา พบกระจายไปยัง 6 กลุ่ม ล้วนแล้วเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธรรมกายทั้งนั้น
1.กลุ่มวัดพระธรรมกาย 2.กลุ่มบริษัท เอส. ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) ซึ่งมี สถาพร วัฒนาศิรินุกุล อดีตพระวัดพระธรรมกาย เป็นผู้บริหาร 3.กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี โยงกับกลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งศุภชัยเป็นประธานสหกรณ์ทั้งสองแห่ง
4.กลุ่มญาติธรรมในต่างจังหวัดที่มีเงินจากสหกรณ์ไหลเข้ามา 5.กลุ่มสหกรณ์รัฐประชา ที่มีจิรเดช วรเพียรกุล อดีตที่ปรึกษารมว.คลัง และวัฒน์ชานนท์นวอิสรารักษ์นักธุรกิจร่วมเกี่ยวข้อง 6.กลุ่มผู้รับเงินจากสหกรณ์ ที่มีค่าใช้จ่ายหรือมีมูลหนี้ระหว่างกัน
จนถึงขณะนี้หลักฐานที่พบชัดเจน คือ เช็ค 15 ใบ ที่ศุภชัยสั่งจ่ายเข้าบัญชีพระธัมมชโยโดยตรง รวม 349 ล้านบาท ให้วัดพระธรรมกาย 419 ล้านบาท และให้พระปลัดวิจารณ์ ในฐานะเลขานุการวัดพระธรรมกาย อีกกว่า 119 ล้านบาท แต่มีเช็ค 2 ฉบับ ที่ยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน ยอดความเสียหายจึงลดลงเหลือ 714 ล้านบาท
นี่จึงเป็นหลักฐานเด็ดที่ดีเอสไอจะใช้มัดความผิดพระธัมมชโย ซึ่งมีคิวจะเรียกมาให้ปากคำเร็วๆ นี้
ถึงแม้วัดพระธรรมกายจะชี้แจงว่า เงินที่ศุภชัยโอนมาเป็นเงินบริจาค วัดไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิด และส่วนหนึ่งได้นำไปก่อสร้างถาวรวัตถุไปแล้ว แต่ยังต้องพิสูจน์กันที่เจตนา โดยเฉพาะเงินที่โอนไปให้พระธัมมชโยถือว่าสมรู้ร่วมเห็น เป็นการฉ้อโกง เข้าข่ายความผิดอาญาหรือไม่
ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า เมื่อดีเอสไอตรวจสอบพบว่า ศุภชัยได้ยักยอกทรัพย์ประชาชน และได้โอนเงินให้กับพระธัมมชโย ทั้งในนามส่วนบุคคลและในนามของวัด สามารถดำเนินคดีอาญาได้ทันที ในข้อหารับของโจร ซึ่งถือเป็นการยักยอกทรัพย์หรือเบียดเบียนของโจร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนข้อหาการฟอกเงินนั้นต้องมีการพิสูจน์ว่าผิดหรือไม่ หากพบต้องมีการอายัดทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
“แม้ มส.ได้ละเมิดพระธรรมวินัย มีมติให้พระธัมมชโยไม่ขาดจากการเป็นพระ แต่อนาคตอาจต้องปาราชิกในคดีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทั้งที่วัดพระธรรมกายคืนทรัพย์สินให้ก็ยังสามารถดำเนินคดีในความผิดทางคดีอาญาได้เช่นเดิม” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ระบุ
ปรีชา กล่าวว่า ยังมีข้อกฎหมายที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระสงฆ์ คือ เจ้าอาวาสทุกวัดและกรรมการ มส. ถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขที่ 2 ปี พ.ศ. 2535 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร หรือ ผู้ดูแลรักษาทรัพย์สมบัติของวัด เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
อย่างไรก็ตาม เมื่อกรรมการ มส.ทุกรูป และเจ้าอาวาสทุกวัด เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา ย่อมมีฐานะพิเศษตาม ป.อาญาด้วย กล่าวคือ หากกระทำผิดอาญาจะมีโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดา โดยสมมติบุคคลธรรมดายักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่ถ้าเป็น
เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์จะมีโทษหนักขึ้นอีกเท่าตัว
สำหรับการตรวจสอบเช็คเส้นทางเงินฉ้อโกง 1.2 หมื่นล้านบาททั้งหมด คาดว่าอีก 2-3 สัปดาห์ ตัวละครที่เกี่ยวข้องจะทยอยออกมาอีก ขณะนี้ดีเอสไอมีชื่อของคนที่รับเช็คทั้ง 878 ฉบับ ครบหมดแล้ว
พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ เลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวว่า กรณีของพระธัมมชโย ขณะนี้ดีเอสไอกำลังตรวจสอบขอหลักฐานอยู่ ว่าเมื่อรับเช็คไปแล้วเอาเช็คไปขึ้นเป็นเงินสดหรือว่าไปเข้าบัญชีใครต่อ
“บางทีคุณศุภชัยสั่งจ่ายแล้ว สุดท้ายอาจวนกลับมาหาคุณศุภชัยอีกที ซึ่งเป็นการฟอกเงิน ทางการเงิน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งไปสุดปลายทางตรงไหน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เราต้องเรียกมาให้ปากคำ” พ.ต.ท.สมบูรณ์ ระบุ
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นความผิดฉ้อโกงและ ความผิดรับของโจร เพราะต้องดูที่เจตนา ของผูู้รับ รู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ถ้าไม่รู้เขาก็ไม่ผิด ก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ แต่ทั้งหมดถ้าได้หลักฐานทางการเงินจากการตรวจสอบเช็คปี 2552-2555 ก็จะรู้เส้นทางเงินว่าเขามีเจตนาอย่างไร ทำไมต้องซับซ้อนและวกกลับมาจ่ายที่ตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากพนักงานดีเอสไอ เปิดเผยว่า หากพบว่า วัดพระธรรมกายทำผิดจริงกรณีรับเงินบริจาค จะถูกดำเนินคดีใน 2 ข้อหา คือรับของโจรและฟอกเงิน ซึ่งจะชัดเจนที่สเตทเมนต์
“ตอนนี้เห็นสายการเงินที่ไหลไป ชัดเจนแล้ว เพียงรอสเตทเมนต์ และรอเรื่องเจตนาของเขาว่าจริงๆ คืออะไร” แหล่งข่าวดีเอสไอ ยืนยัน
ว่ากันว่า ถ้าดีเอสไอทำคดีนี้ ตรงไปตรงมา ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม พระธัมมชโยและเครือข่ายธรรมกายอาจต้องเผชิญชะตากรรมมีคดีความที่ต้องไปแก้ต่างในชั้นศาลเหมือนในอดีต
ที่สำคัญ สัญญาณจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดเจนแล้วว่า ไฟเขียวให้ดีเอสไอเดินหน้าคดีนี้เต็มที่


